สส.
สุรเชษฐ์ทวงถามรัฐบาลถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่เสียหายไปแล้วกว่า 6 หมื่นล้าน
จะปล่อยให้เรื่องจบโดยไม่มีใครรับผิดชอบหรือ? ใครควรหยุดปฏิบัติหน้าที่บ้าง
เมื่อไหร่จะสั่งการ?
วันที่
26 พฤษภาคม 2569 สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.
บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงประเด็นมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยกล่าวว่า
ประเด็นรถไฟฟ้าสายสีส้ม ความเสียหายต่อรัฐเกิดขึ้นแล้ว 68,613 ล้านบาท คำถามที่สำคัญก็คือเราจะปล่อยให้มันจบแบบไม่มีใครรับผิดได้อย่างไร?
สุรเชษฐ์ย้อนความไปเมื่อวันที่
21 พฤษภาคม 2569 ได้ตั้งกระทู้สดถามความคืบหน้าถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มอบหมายให้ สิริพงศ์
อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมาตอบกระทู้สดในวันนั้น
และได้ยื่นเอกสารหลักฐานไปถึงรัฐมนตรีพิพัฒน์ผ่านรัฐมนตรีช่วยไปแล้ว
ประเด็นมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีส้มมีการประมูลไปแล้ว
2 ครั้ง การประมูลปี 2563 เป็นการแข่งกันระหว่าง BTS
กับ BEM ซึ่งมีการแข่งขันกันจริง โดยในช่วงปี 2563 ข้อเสนอของ BTS ก็คือรัฐอุดหนุนเพียงแค่ 9,675 ล้านบาท แต่มีการเปลี่ยนเกณฑ์การแข่งขันกลางคัน สุดท้ายก็ไม่ยอมเปิดซอง
นำไปสู่การล้มประมูลไปทั้งที่เรื่องค้างอยู่ที่ศาล โดยในปี 2565 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ จนทำให้ BTS เข้ามาแข่งไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรารู้ว่ามันมี 2
เจ้าใหญ่เท่านั้นที่เป็นคู่แข่งขันกัน สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า
ข้อเสนอที่ชนะไปเป็นของ BEM โดย BEM บอกให้รัฐต้องอุดหนุนมากถึง
78,288 ล้านบาท ที่ทำให้เกิดส่วนต่างขึ้น
หากปี
2563 ฝ่าย BTS เป็นผู้ชนะ รัฐจะอุดหนุนเพียง 9,675
ล้านบาท แต่เมื่อมีการเปลี่ยนเกณฑ์กลางคัน มีการล้มประมูล
และประมูลใหม่ในปี 2565 สถานีแบบเดิม ความยาวเท่าเดิม
ทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 78,288 ล้านบาททั้งที่ผ่านไปแค่
2 ปี นี่คือ “ส่วนต่าง”
นี่คือเงินที่พี่น้องประชาชนทุกคนต้องช่วยกันจ่าย จ่ายมากขึ้นแบบเกินจำเป็น 68,613
ล้านบาท
ประเด็นหลักที่จะต้องพิจารณากัน
พบว่ามีข้อพิรุธจำนวนมาก มีการดำเนินคดีในหลายศาล ซึ่งศาลก็มีข้อจำกัดในบางมิติ
เช่น พิจารณาเป็นรายคดี ใครฟ้อง ฟ้องในเรื่องไหน มีสิทธิ์ฟ้องหรือไม่
ดูเป็นรายประเด็น
แต่หากพี่น้องประชาชนลองพิจารณาแบบมองภาพรวม
จะพบว่าภาพใหญ่ของเรื่องนี้คือ ทำไมรัฐปล่อยให้เรื่องแย่แบบนี้เกิดขึ้น
ถ้าแบ่งเป็นประเด็นสามารถแบ่งได้ ดังนี้
ประเด็นที่
1 มีการเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศ
ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแพ้ชนะการประมูล เช่น ในปี 2563 เมื่อมีการแข่งขันตามกติกาที่กำหนดไว้ ก็มี 2 เจ้า
ที่ยื่นเรื่องเข้าไป ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์
แทนการแข่งขันกันด้วยราคาที่เคยใช้มาเหมือนในโครงการก่อนหน้า
กลับเปลี่ยนเกณฑ์เป็นการให้คะแนน และยังมีการให้คะแนนแบบจิตพิสัยด้วย
ถ้าเกณฑ์ใหม่ดีจริง ต้องใช้ตั้งแต่ก่อนประกาศแล้ว นี่คือความไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง
ประเด็นที่
2 มีการยกเลิกการประมูลโดยเรื่องยังค้างอยู่ที่ศาล
เนื่องจากมีการเปลี่ยนเกณฑ์กลางคันอย่างที่กล่าวไปแล้ว คนที่เสียเปรียบ ไม่ยินยอม
และยังมีคดีฟ้องศาลค้างอยู่ แต่หน่วยงานผู้รับผิดชอบกลับยกเลิกการประมูล
ทั้งที่เรื่องยังค้างอยู่ที่ศาล
ประเด็นที่
3 มีการกีดกันการแข่งขันโดยไม่ให้ BTS มีสิทธิ์เข้าประมูลรอบใหม่ในปี
2565 ทั้งที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ามีเจ้าใหญ่ 2 ฝ่ายคือ BTS กับ BEM เท่านั้น
การกีดกันการแข่งขัน ทำให้เหลืออยู่เจ้าเดียว
ทำให้สามารถตั้งราคาเท่าไหร่ก็ย่อมได้
