วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569

เปิดนโยบายสิ่งแวดล้อม-พลังงานรัฐบาลประชาชน พร้อมพลิกโครงสร้างใหญ่การจัดการลุ่มน้ำ-น้ำเสีย-ขยะทั้งประเทศ ปรับใหญ่โครงสร้างผลิตไฟทั้งประเทศ สร้างอุตสาหกรรมสมาร์ทกริด เปลี่ยนสัญญาผูกขาด-เปิดตลาดสู่พลังงานของประชาชน

 


เปิดนโยบายสิ่งแวดล้อม-พลังงานรัฐบาลประชาชน พร้อมพลิกโครงสร้างใหญ่การจัดการลุ่มน้ำ-น้ำเสีย-ขยะทั้งประเทศ ปรับใหญ่โครงสร้างผลิตไฟทั้งประเทศ สร้างอุตสาหกรรมสมาร์ทกริด เปลี่ยนสัญญาผูกขาด-เปิดตลาดสู่พลังงานของประชาชน


วันที่ 11 มกราคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ พรรคประชาชนจัดกิจกรรมประกาศวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน เปิดตัวทีมบริหารพร้อม 12 ภารกิจรัฐบาลประชาชนในการบริหารประเทศ โดยหนึ่งในนโยบายที่มีการเปิดตัวด้านที่ 11 คือ “รับมือโลกรวน พร้อมปฏิรูปพลังงานไทย” โดยมี พูนศักดิ์ จันทร์จำปี และ ศุภโชติ ไชยสัจ ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน เปิดตัวเป็นหนึ่งในทีมบริหารพร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์


โดยในส่วนของพูนศักดิ์ เป็นผู้นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่าในปัจจุบันวิกฤตโลกรวนคือวิกฤติของประเทศ ย้อนกลับไปดูในรอบปีที่ผ่านมาเกิดเหตุน้ำท่วมตั้งแต่ต้นปีที่แม่สาย ไล่มาจนถึงอยุธยา สุโขทัย ปลายปีเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปมากกว่า 126 คน นี่ไม่ใช่ความโชคร้ายแต่คือความล้มเหลวของรัฐ


รัฐบาลประชาชนจะเปลี่ยนวิธีคิดในการแก้ปัญหาของประเทศ จะไม่รอให้น้ำท่วมก่อนแล้วค่อยแจกถุงยังชีพ แต่จะออกแบบเมืองใหม่ให้ไม่ท่วมตั้งแต่แรก รัฐบาลประชาชนจะเร่งป้องกันและปรับเมืองให้พร้อมรับมือกับวิกฤตโลกรวน นอกเหนือจากการเร่งออกกฏหมาย การจัดทำแผนเตือนภัย และการซักซ้อมการอพยพ รัฐบาลประชาชนจะวางผังเมืองใหม่ จัดทำการประเมินลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำใหม่ สร้างเมืองฟองน้ำที่ดูดซับน้ำไว้ในตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือวิกฤติโลกรวนของทุกจังหวัดในประเทศ


พูนศักดิ์กล่าวต่อไปว่าประเทศไทยต้องหยุดการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยโครงสร้างสีเทา หรือโครงสร้างแข็งต่างๆ ที่ทำจากปูน พื้นที่ป่าชุ่มน้ำ ป่าต้นน้ำ และป่าชายเลนไม่ใช่พื้นที่รกร้าง แต่คือพื้นที่ป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลประชาชนจะหยุดทำลายแนวป้องกันสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเหล่านี้ และเร่งฟื้นฟูคืนชีวิตให้ระบบนิเวศ และแก้ไขปัญหาด้วยการใช้โครงสร้างจากธรรมชาติ


ในมิติคุณภาพอากาศ ที่ผ่านมาคนไทยต้องเผชิญมลพิษทางอากาศ ที่มีค่าสูงมากกว่ามาตรฐานกว่า 100 วันต่อปี อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับเช่นเดียวกับระบบสาธารณูปโภค การศึกษา และสวัสดิการสังคม รัฐบาลประชาชนจะควบคุมมลพิษต้นทางทุกชนิด ไม่ว่าจากการเกษตรทั้งในหรือนอกประเทศ อุตสาหกรรม และการขนส่ง โดยใช้หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย และให้อำนาจท้องถิ่นในในการจัดการไฟป่าอย่างจริงจัง ยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของทีมสู้ไฟป่า จัดให้มีประกันชีวิตสำหรับทีมสู้ไฟป่าทุกคน


พูนศักดิ์กล่าวต่อไปว่าวันนี้น้ำเสียในประเทศได้รับการบำบัดเพียงแค่ 10% สิ่งปฏิกูลได้รับการบำบัดเพียง 16% ไม่ต้องแปลกใจที่ 86% ของแหล่งน้ำในประเทศไม่ผ่านมาตรฐาน หมายความว่าน้ำที่ทุกคนเห็นไหลในแม่น้ำลำคลองต่างๆ มีความปนเปื้อน รัฐบาลประชาชนจะพลิกฟื้นคุณภาพน้ำด้วยการอัดฉีดโครงการ 60,000 ล้านบาท ยกระดับระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลให้เป็นโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งบรรลุเป้าหมายในการบำบัดน้ำเสีย 60% ภายใน 8 ปี และสร้างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลให้แล้วเสร็จอย่างน้อยหนึ่งแห่งต่ออำเภอภายใน 8 ปีเช่นกัน


การจัดการขยะเป็นอีกหนึ่งภาระที่รัฐปล่อยให้ประชาชนต้องแบกรับ ประเทศไทยมีหลุมฝังกลบขยะแบบเทกองกว่า 2,000 แห่ง คิดเป็น 99% ของระบบกำจัดขยะ ประเทศไทยซุกปัญหาขยะไว้ใต้พรมมานานหลายชั่วอายุคน รัฐบาลประชาชนจะจัดการขยะด้วยสามนโยบายหลัก คือ 1) การปฏิรูปกฎหมาย เปลี่ยนประเทศการจัดการขยะจากแบบยุค 90 คือผลิต ทิ้ง และกำจัด มาเป็นสังคมการรีไซเคิลโดยใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน 2) ทำความสะอาดประเทศ รื้อระบบการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยส่งเสริมการแยกขยะที่ต้นทาง กลางทาง โดยการ โดยการปรับปรุงเส้นทางการขนส่ง เพิ่มสถานีขนส่งในทุกอำเภอ เพื่อนำขยะไปกำจัด และปลายทาง โดยยกเลิกการเทกอง ปรับเป็นการเผาเพื่อผลิตพลังงานอย่างควบคุม เป็นไปตามสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของอัตราการรีไซเคิล และ 3) การนำเอาผู้ผลิตเข้ามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตัวเอง


พูนศักดิ์กล่าวว่าหากทำได้ตามนี้ การเก็บขนขยะจะทำได้ครบถ้วน 100% การเผากลางแจ้งจะกลายเป็นศูนย์ การเทกองจะหายไปจากแผนที่ประเทศไทย การสร้างเศรษฐกิจสีเขียวจะกระจายไปทั่วประเทศด้วยธุรกิจรีไซเคิล จะยกระดับสัดส่วนการรีไซเคิลจาก 17-20% ในปี 2568 เป็น 50% ในอีก 12 ปีข้างหน้า


ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นโยบายที่สวยหรู แต่คือคำสัญญา รัฐบาลประชาชนสัญญาว่าคนไทยจะต้องได้อากาศสะอาด น้ำสะอาด ดินสะอาด และเมืองสะอาด ทั้งหมดนี้เพื่อลูกหลานของเราในรุ่นถัดไปจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี


ในส่วนของศุภโชติ ได้เป็นผู้นำเสนอนโยบายด้านพลังงาน โดยระบุว่าปัญหาเรื่องพลังงานถ้าจะแก้จริงมีทางเดียวคือต้องยกเครื่องระบบโครงสร้างภาคพลังงานของประเทศใหม่ พรรคประชาชนจะทำให้เกิดการแข่งขันในภาคพลังงานขึ้นจริงให้ได้ โดยทำให้การเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งจากฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศได้อย่างเป็นธรรมภายใต้กติกาเดียวกัน 


นอกจากนี้จะมีการปรับรูปแบบสัญญากับโรงไฟฟ้าใหม่ โดยให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ มีราคาถูก ที่สะอาด และสามารถให้ความมั่นคงกับระบบไฟฟ้าได้ก่อน จะทำให้แก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่มีเยอะมากในปัจจุบัน และสามารถทำให้ต้นทุนค่าไฟของทุกคนลดลงอย่างยั่งยืนได้


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้โรงไฟฟ้าแข่งขันกันที่ประสิทธิภาพและคุณภาพ ไม่ใช่การวิ่งเต้นแข่งกันเอาสัมปทานมา ทำให้มีตลาดขายไฟที่ใหญ่ขึ้น ผู้ใช้ไฟจะมีทางเลือกมากขึ้น มีผู้จำหน่ายไฟรายย่อยเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สามารถเลือกแพ็คเกจค่าไฟที่เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้ ภาคอุตสาหกรรมจะสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น ต่อสู้กับข้อตกลงและมาตรการทางภาษีคาร์บอนในต่างประเทศได้ดีขึ้น ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วขายไฟคืนระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 


ใครที่ไม่มีเงินก้อน รัฐบาลประชาชนมีนโยบายให้สินเชื่อให้เอาเงินไปติดโซลาร์โดยผ่อนคืนผ่านบิลค่าไฟ ภาคพลังงานไทยจะไม่ถูกผูกขาดไว้กับคนบางกลุ่ม แต่จะกระจายประโยชน์ไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อยทั่วประเทศ และพรรคประชาชนสัญญาว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเดินหน้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าแต่ทั้งหมดที่พูดมาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าประเทศไทยยังมีโครงข่ายไฟฟ้าแบบเดิมๆ รัฐบาลประชาชนจะลงทุนอัพเกรดโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศใหม่ให้เป็นระบบสมาร์ทกริด ต้องรู้ให้ได้ว่าใครผลิตไฟฟ้าที่ไหน เท่าไหร่ เมื่อไหร่ ต้องรู้ให้ได้ว่าสายส่งที่ไหนมีปัญหา ส่งข้อมูลนั้นกลับมาที่ศูนย์ควบคุมได้แบบเรียลไทม์ และต้องสามารถควบคุมและสั่งการได้แบบทันที


แต่ถ้าจะมีการลงทุนเม็ดเงินกว่าแสนล้านบาท ประเทศไทยจะเสียโอกาสถ้าเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี รัฐบาลประชาชนจึงจะใช้การลงทุนนี้เพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศ รัฐบาลประชาชนจะลงทุนทั้งโครงข่าย แต่จะมี 7 อุปกรณ์ที่จะปั้นให้เกิดอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้ ได้แก่ สมาร์ทมิเตอร์ สมาร์ทอินเวอร์เตอร์ สมาร์ทอีวีชาร์จเจอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน หม้อแปลงไฟฟ้าดิจิทัล สถานีไฟฟ้าอัตโนมัติ รวมถึงซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมให้กับประเทศ สร้างงานสีเขียวมูลค่ากว่าแสนล้านบาทให้กับคนไทย โดยแทบไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากส่วนกลาง แต่จะดำเนินการผ่านกลไกอย่างการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจ ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน และถ้าเอกชนมีความพร้อมก็สามารถร่วมได้อย่างเต็มที่ 


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อ ให้เป็นประเทศที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมาร์ทกริดในภูมิภาคนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนภาคพลังงานที่เคยเป็นของคนไม่กี่กลุ่มให้เป็นของประชาชนทุกคน ปลดคำว่าภาระออกจากภาคพลังงาน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน