พรรคประชาชนเปิดพิมพ์ส้มล้มโกง ชูภารกิจใหญ่ขจัดคอร์รัปชัน-สร้างรัฐโปร่งใส ไม่พึ่งพาคนดีแต่พึ่งพาระบบที่มีประสิทธิภาพ คาดช่วยประหยัดภาษีกว่าแสนล้าน ลั่นทุกพรรคพูดเหมือนกันหมด แต่ตอนเป็นรัฐบาลทำไมไม่ทำ ให้คำมั่นรัฐบาลประชาชนเอาจริง พร้อมเปลี่ยนแปลงด้วยเจตจำนงทางการเมือง
วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดกิจกรรม “พิมพ์ส้มล้มโกง ปราบคอร์รัปชันในแบบรัฐบาลประชาชน” เพื่อนำเสนอนโยบายและแผนปฏิบัติการของรัฐบาลประชาชนในการสร้างระบบแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน นำโดย เพียงพนอ บุญกล่ำ และ วิสุทธิ์ ตันตินันท์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านการปฏิรูปรัฐ พร้อมด้วย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รักชนก ศรีนอก, ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์, นิธิกร บุญยกุลเจริญ และ ธีระชาติ ก่อตระกูล
[ OPEN DATA ข้อมูลเปิด ก้าวแรกของการแก้คอร์รัปชัน ]
ภัณฑิรา กล่าวว่า ทุกพรรคการเมืองพูดเหมือนกันหมดว่าไม่เอาคอร์รัปชัน แต่หลายพรรคเคยเป็นรัฐบาลมาแล้ว ทำไมปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไม่ลดลง ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นบอกว่าจะหาคนดีมาปราบโกง แต่พรรคเราเชื่อในการสร้างระบบที่กี่คนชั่วก็โกงไม่ได้ โดยปัจจุบันคะแนน CPI ของไทยต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สะท้อนว่ารัฐไทยกำลังโอบอุ้มการคอร์รัปชันอยู่หรือไม่
การสร้างรัฐโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเพื่อการตรวจสอบ ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และสร้างระบบรับผิดรับชอบที่มีประสิทธิภาพ โดยข้อเสนอสำคัญของตนคือการเปิดเผยข้อมูล รัฐบาลประชาชนจะผลักดันให้เกิดวัฒนธรรม “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” (open by default) โดยพรรคประชาชนจะเสนอยกเลิกกฎหมายข้อมูลข่าวสารราชการที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2540 และตรากฎหมายใหม่คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยสะดวก มีส่วนร่วมในการรับทราบและตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ
นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและเชื่อมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ข้อมูลทุกชุดอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (machine readable) มีศูนย์กลางในการจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล มีมาตรการคนโกงวงแตก (leniency program) ใครแจ้งเบาะแสก่อนคนนั้นรอด ได้รับการพิจารณาลดโทษหรือกันเป็นพยาน ซึ่งจากกฎหมายปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติที่รับรองชัดเจน ควบคู่กับการผลักดัน “คนแฉปลอดภัยได้เงิน” คนที่ไม่ได้อยู่ในขบวนการทุจริต ถ้าออกมาแฉ แล้วทำให้เกิดการฟ้องร้องได้จริง ภาครัฐควรคุ้มครองและมอบรางวัลให้ ปัจจุบัน เพื่อทำให้การแฉทุจริตเป็นเรื่องที่คุ้มค่าและปลอดภัย
Open Data อาจไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นกุญแจดอกแรกที่จะหยุดยั้งการคอร์รัปชันได้ พรรคประชาชนไม่ได้ต้องการเสนอเรื่องนี้เพื่อเป็นศัตรูกับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เรากำลังสู้กับความมืดที่กัดกินในระบบรัฐไทยและส่งผลกระทบต่อประชาชน ตนเชื่อว่าทุกคนอยากเห็นภาครัฐที่โปร่งใสเหมือนกันเพื่อให้รัฐนำภาษีมาจัดสรรทำประโยชน์ให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง
.
[ เปิดเทคโนโลยีจับโกง ทำได้จริง ]
ต่อมา นิธิกร กล่าวว่า การคอร์รัปชันในหน่วยงานภาครัฐผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านบาทต่อปี นับเฉพาะที่ชี้มูลความผิดเท่านั้น หรือการเรียกรับสินบนจากใบอนุญาตมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นพรรคประชาชนจึงเสนอใช้เทคโนโลยี AI ในการจับโกง ปักธงแดงโครงการเสี่ยงทุจริต ซึ่งเป็นนโยบายที่พูดมาตั้งแต่ปี 2566
ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง (e-GP) และการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐไทย มีพัฒนาที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังมีข้อจำกัด เช่น ไม่ใช่ข้อมูลเรียลไทม์หรือเป็นไฟล์ machine readable ทำให้ไม่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อเพื่อตรวจจับการทุจริตโดยสะดวก เช่นกรณีเครนถล่มลงมาทับรถไฟ เป็นโครงการที่ดีเลย์มาแล้ว 736 วัน มีโครงการแบบนี้อีกเยอะมากในประเทศไทย แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครทราบเลยว่าโครงการที่ถูกเลื่อนและไม่โดนปรับแบบนี้ มีกี่โครงการในประเทศไทย
ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล เราจะเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ให้สามารถสืบค้นได้ และเป็นข้อมูลที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้ เพื่อสามารถใช้ AI ในการจับโกง ข้อมูลต้นน้ำคือการจัดทำงบประมาณ ทั้งของสำนักงบประมาณและของท้องถิ่น ต่อมาช่วงก่อนทำสัญญา เช่นข้อมูลบริษัทคู่เทียบ บริษัทยื่นประมูล ต่อมาคือช่วงทำสัญญา เช่น ข้อมูลบริษัทที่ชนะประมูล และสุดท้ายช่วงหลังทำสัญญา เช่น การบริหารสัญญา การแก้สัญญา ซึ่งปัจจุบันเป็นข้อมูลที่ยังไม่เผยแพร่
การตรวจจับสัญญาณการฮั้วประมูลโดย AI มีตัวชี้วัดต่างๆ เช่น พฤติกรรมการเสนอราคา ที่เป็นกลุ่มเดิมซ้ำซาก ราคาผิดปกติ, กระบวนการและเวลาเร่งรีบผิดปกติ, เครือข่ายความสัมพันธ์ เช่น กรรมการ ผู้ถือหุ้น ที่อยู่ เบอร์ อีเมล เดียวกัน, มีการกระจุกตัว เช่นบริษัทที่มาแข่งขันกันตั้งอยู่ในบ้านเลขที่หรือซอยเดียวกัน หากมีสัญญาณเหล่านี้ AI จะปักธงแดง จัดลำดับว่าโครงการไหนมีความเสี่ยง เพื่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบไปสืบค้นต่อว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
[ ปฏิรูปจัดซื้อจัดจ้าง ประหยัดภาษีประชาชนปีละแสนล้าน ]
จากนั้น วิสุทธิ์ กล่าวว่า เวลาพูดเรื่องปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง ดูเหมือนแตะตรงไหนก็มีปัญหา ในงบประมาณปี 2568 มีงบในการจัดซื้อจัดจ้างเกือบ 40% และเกือบครึ่งหนึ่งของงบจัดซื้อจัดจ้างเป็นงบก่อสร้าง ดังนั้นการจะประหยัดงบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้เรามีเงินเหลือไปพัฒนาประเทศ ต้องจัดการที่งบจัดซื้อจัดจ้าง หากทำได้จะประหยัดเงินของรัฐประมาณ 600,000 กว่าล้านบาทต่อปี
ที่ผ่านมาการรั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้าง เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก (1) การใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างที่ผิดประเภท ไม่เกิดการแข่งขัน และ (2) มีต้นทุนที่แอบแฝงมาก ทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าแข่งขันไม่ได้ ตนขอยกตัวอย่างในการจัดซื้อจัดจ้าง จะแบ่งสินค้าออกเป็น 4 ประเภท คือ สินค้ามูลค่าสูง-สินค้ามูลค่าต่ำ ผู้ขายน้อยราย-ผู้ขายมากราย สำหรับสินค้ามูลค่าสูง-ผู้ขายน้อยราย อย่างการก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องเปิดให้มีการแข่งขันให้มากที่สุด แต่ปัญหาของประเทศไทยคือมีการแบ่งชั้นผู้รับเหมาที่ถี่มากเกินไปทำให้แต่ละชั้นมีผู้เล่นน้อย มีโอกาสพูดคุยกันมาก การแข่งขันจึงน้อยลง วิธีของเราคือต้องเพิ่มการแข่งขันและทำให้ชั้นกว้างขึ้น
ข้อเสนอของพรรคประชาชน คือ (1) ลดการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ให้มีการเสนอราคาแข่งขัน จะประหยัดได้ปีละ 40,000 ล้านบาท (2) ลดหลักประกันซอง ที่ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนแฝง SME สายป่านสั้นเข้าไม่ถึง จะประหยัดได้ที่ 5,700 ล้านบาท (3) เปิดเผยข้อมูลทั้งวงจรสัญญา จะประหยัดงบประมาณได้ราว 23,000 ล้านบาท และ (4) การใช้ข้อตกลงคุณธรรม ให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าตรวจสอบในโครงการที่มูลค่าสูงกว่า 100 ล้านบาท จะประหยัดงบได้ราว 27,000 ล้านบาท ข้อเสนอเหล่านี้ในในประเทศที่พัฒนาแล้วทำมาแล้วทั้งสิ้น เช่น เกาหลีใต้ เยอรมัน อังกฤษ รัฐบาลทำได้เลยเพียงปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง รวมแล้วจะช่วยให้เราประหยัดงบประมาณราว 100,000 ล้านบาท
[ ปราบคอร์รัปชัน จับคนผิดมาลงโทษ ]
ส่วน รักชนก กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดของเรา เราเชื่อว่านักการเมืองคนอื่นก็คิดออก แต่ทำไมที่ผ่านมาถึงทำไม่ได้หรือไม่ทำ การปราบคอร์รัปชันที่ดีที่สุดไม่ใช่การจับคนผิดมาประหาร แต่คือเรื่องของการป้องกันตั้งแต่ต้นทางและทำผิดแล้วต้องจับให้ได้ นโยบายดีๆ นั้นใครก็พูดได้ แต่ประชาชนจะเชื่อใคร ต้องดูคำพูดและการกระทำที่ผ่านมาว่าสอดคล้องกันหรือไม่
ยกตัวอย่างกรณีตึก สตง. ถล่ม เชื่อว่าประชาชนรู้แล้วว่ามันไม่ได้ถล่มลงมาเพราะแผ่นดินไหว แต่ถล่มเพราะการคอร์รัปชันที่กัดกินลงไปถึงราก นั่นคือโครงสร้างของระบบราชการ ทำให้เรารู้ว่าการก่อสร้างตึกนี้ไม่ได้เข้าร่วมมาตรฐานความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Transparency Initiative: CoST) ไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าไปร่วมจับตากระบวนการก่อสร้าง นอกจากนี้งบประมาณที่ใช้ก็ไม่ได้ตั้งผ่านสภาเพราะตามกฎหมายอนุญาตให้องค์กรอิสระถ้าใช้เงินไม่หมด สามารถเก็บเงินและสะสมเพื่อนำไปทำอย่างอื่นได้ ทำให้เกิดช่องว่างในการตรวจสอบ
หรือเรื่องประกันสังคมซึ่งตนพูดมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งพูดช่วงเลือกตั้ง การทำปฏิทินและการตัดสูทโดยวิธีเฉพาะเจาะจง อ้างว่าทำกับองค์การทหารผ่านศึกเพื่อช่วยทหารผ่านศึก แต่ต้องไปดูดีๆ ว่าสุดท้ายผลประโยชน์ตกอยู่กับทหารผ่านศึกตัวจริงจริงหรือไม่ หรือกรณีที่ ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน บอกว่าเห็นด้วยกับการนำประกันสังคมออกนอกระบบ การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ เราต้องการ สส. 250 คนเพื่อไปโหวตกฎหมายในสภา ดังนั้นตนเสนอว่าสิ่งที่ รมว.แรงงาน ทำได้เลยตามอำนาจและขอให้ทำเสียก่อน คือการตั้งกรรมการสอบตึก SKYY9 และหยุดยั้งระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่ลดทอนเสียงของผู้ประกันตน
มีคนถามว่าประกันสังคมเละเทะแบบนี้มาสามสิบปี ทำไมเพิ่งมีพรรคประชาชนพรรคเดียวที่ออกมาพูด ในอดีตมีหลายคนเรียกร้องมาก่อน แต่ไม่มีองคาพยพทางการเมืองไหนไปสนับสนุน พรรคการเมืองแรกที่ออกมาพูด ขุดคุ้ยเรื่องที่เละเทะในประกันสังคมคือพรรคประชาชน ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านลองค้นหา รมว.แรงงาน 20 ปีย้อนหลัง แล้วดูพรรคที่เขาสังกัด ดูว่าเป็นรัฐบาลยุคไหน นี่เองเป็นสาเหตุ เพราะไม่ว่าจะตรวจสอบตรงไหนก็จะโดนพรรคพวกตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่ตนอยากย้ำ เจตจำนงทางการเมืองคือทุกสิ่งทุกอย่างในการจัดการเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงที่มาของพรรคการเมืองและสิ่งที่สนับสนุนการมีอยู่ของพรรคการเมืองนั้น
“ถ้าเงินในช่วงหาเสียงของท่านมาจากกลุ่มทุนพลังงาน กลุ่มทุนค้าปลีก ท่านจะทำหรือไม่เรื่องการเปิดโปงการรับซื้อไฟฟ้าใกล้ช่วงเลือกตั้งหรือเรื่องปลาหมอคางดำ ท่านจะกล้าพูดหรือ ก็ย่อมต้องกลัวว่าจะกระทบกับกระเป๋าตังค์ของคนที่สนับสนุนท่านอยู่ แต่พรรคประชาชนขอเงินบริจาคจากประชาชนที่เป็นคนธรรมดา คนเดียวที่เราจะทำงานตอบแทนคือพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น”
[ Operation 18 แผนปฏิบัติการเพื่อรัฐไทยอนาคต ]
ต่อมา เพียงพนอ กล่าวว่า การปฏิรูปรัฐเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เปรียบเหมือนเสาเข็มที่ผุกร่อนและอาจจะพังได้ถ้าเราไม่รีบซ่อมแซม ปัญหานี้หนักหนาและเราเหลือเวลาไม่มาก ต้องผ่าตัดใหญ่ เวียดนามใช้เวลา 30 เดือน รัฐบาลประชาชนจึงเสนอแผนปฏิบัติการ operation 18 ใช้เวลา 18 เดือนเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของทุกคนที่มีต่อรัฐให้กลับมา
นโยบายของเราจะไปสู่การปฏิบัติจริงได้ จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่แข็งแรง นั่นคือองค์กรต่างๆ ในภาครัฐ และต้องมี spatial task force ที่พร้อมเดินหน้าทำงานให้เห็นผล ทั้งนี้บทบาทการปฏิรูปภาครัฐจะอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเราจะทบทวนภารกิจและโครงสร้าง ยกเครื่องกฎหมายผ่านการกิโยตินกฎหมายจากปัจจุบันไทยมีกฎหมายกว่า 100,000 ฉบับ เราต้องยกเลิกกฎหมายที่เก่าแก่ ไม่ทันสมัย ไม่ได้ใช้งาน ไม่จำเป็น ซ้ำซ้อน จากผลการศึกษาของ TDRI บอกว่าจะลดภาระค่าใช้จ่ายราว 130,000 ล้านบาท
เรื่องต่อมาคือการขจัดทุจริตและคอร์รัปชัน เราต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายยึดหลักนิติธรรม ต่อมาคือทำให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโปร่งใส มีประสิทธิภาพ สำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นแกนหลักที่ทำให้นโยบายและแผนทั้งหลายเกิดขึ้นได้จริง ภารกิจนี้เป็นเรื่องของทุกกระทรวงที่ต้องทำงานร่วมกัน ดังนั้นรัฐบาลที่ตั้งขึ้นจากการจัดสรรโควตา แบ่งกระทรวงตามผลประโยชน์เหมือนที่ผ่านมา ย่อมไม่สามารถทำได้
เราต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นงานยาก แต่ต้องเริ่มทำโดยเร็วที่สุดเพื่อเป้าหมายระยะยาว หากไม่ทำวันนี้ อนาคตข้างหน้าคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นภารกิจของพวกเรารัฐบาลประชาชน คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นความไว้วางใจ ทำให้ประเทศไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก โดยสามเรื่องใหญ่ที่ต้องทำคือการกิโยตินกฎหมาย ขจัดคอร์รัปชันและทำให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส โดยสิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องมีเจตจำนงทางการเมืองและมีความเป็นมืออาชีพ มีความกล้าหาญในการตัดสินใจทำเรื่องยากแต่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอนาคตของประเทศ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน

















