วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568

“ณัฐพล” แนะรัฐบาลอนุทินคิดใหม่ทำใหม่นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ใช้เงินเฉียด 4 พันล้านในงบรายจ่าย 69 วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ ไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดรัฐบาลเพื่อไทย

 


“ณัฐพล” แนะรัฐบาลอนุทินคิดใหม่ทำใหม่นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ใช้เงินเฉียด 4 พันล้านในงบรายจ่าย 69 วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ ไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดรัฐบาลเพื่อไทย


วันที่ 29 กันยายน 2568 ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ (สันกำแพง แม่ออน ดอยสะเก็ด) พรรคประชาชน อภิปรายถึงนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ โดยระบุว่า แม้นโยบายนี้ไม่ใช่นโยบายของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย แต่ตนจำเป็นต้องพูดเพราะนโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีมูลค่าเป็นเงินภาษีประชาชนเกือบ 4,000 ล้านบาทตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาไป และจะเริ่มเบิกใช้ได้ในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้ 


แม้รัฐบาลภูมิใจไทยของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้เป็นนโยบายเรือธงของพรรคและไม่มีในคำแถลงนโยบาย แต่ความไม่ชัดเจนตอนนี้กำลังทำให้นโยบายนี้มีสภาพ ‘ลูกผีลูกคน’ เอาแน่เอานอนไม่ได้ หากตนไม่หยิบมาพูดในวันนี้ เกรงว่า 1 ปีจากนี้งบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท อาจหายไปอย่างสูญเปล่า


สภาพความเป็น ‘ลูกผีลูกคน’ ของนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำไม่ได้อย่างที่พูดของพรรคเพื่อไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา หากย้อนไปตอนหาเสียงเลือกตั้งในปี 2566 พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานแบบ KOCCA ของเกาหลีใต้ โดยจะใช้ชื่อว่า THACCA 


แต่ผ่านไป 2 ปีสำนักงาน THACCA ยังไม่เกิด เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีร่างกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานในมือตัวเองตั้งแต่ต้น ครั้นจะร่างก็ไม่ได้ร่างเอง แอบให้หน่วยงานหนึ่งร่างให้ พอร่างเสร็จเอาไปรับฟังความเห็น ปรากฏว่าโดนหน่วยงานอื่นๆ แย้งกลับมาจนยับ เพราะไม่เห็นด้วยที่จะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาทำภารกิจซ้ำซ้อนกับที่หน่วยงานอื่นๆ ทำได้อยู่แล้ว เมื่อโดนแย้งหนัก พ.ร.บ.จัดตั้ง THACCA ก็ถอยหายไป ไม่เคยปรากฎเข้ามาในสภาแม้แต่ครั้งเดียว ที่เหลืออยู่คืองบซอฟต์พาวเวอร์ 4,000 ล้านบาทซึ่งถ้านายกฯ คนใหม่ไม่สั่งตั้งคณะกรรมการ THACCA หรือถ้าไม่มี พ.ร.บ.จัดตั้ง THACCA ขึ้นมาอย่างจริงจัง THACCA จะเหลือแค่บัญชีกับแอดมินที่อยู่ในเฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์เท่านั้น 


ถึงอย่างนั้นแม้การจัดตั้งหน่วยงานไม่เกิดขึ้น แต่ 2 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ THACCA ใช้เงินภาษีประชาชนไปจำนวนมาก อ้างอิงข้อมูลจากบัญชีผู้ใช้ X ที่ชื่อว่า THACCA ระบุว่าปี 2567 ใช้งบกลางไป 635.54 ล้านบาท, ปี 2568 ได้รับงบปกติไป 2,318.42 ล้านบาท และได้งบกลางอีกราวๆ 566.18 ล้านบาท รวมเป็น 2,884.60 ล้านบาท และปี 2569 ที่จะถึงนี้ ได้เงินอีก 3,927.40 ล้าน สรุปว่าซอฟต์พาวเวอร์โดยคณะกรรมการ THACCA จำแลง ได้งบรวมกัน 3 ปี เป็นเงิน 7,447 ล้านบาท 


อีกเรื่องที่ต้องพูด คือวิธีการดำเนินงานของคณะกรรมการ THACCA จำแลงที่ผ่านมา ส่อว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางรายได้งานได้เงิน เนื่องจากคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์มีนายกฯ เป็นประธาน และมีคณะอนุกรรมการย่อยๆ หลายคณะแบ่งตามสาขาต่างๆ โดยในคณะอนุฯ เหล่านี้ ประกอบด้วยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการเอกชนมานั่งเป็นกรรมการ ซึ่งตนเคยถามถึงเกณฑ์ในการเลือกเอกชนให้เข้ามาร่วม ปรากฏว่าหน่วยงานได้แต่อมยิ้มและตอบไม่ได้ เพราะไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย เป็นระบบ ‘มือใครยาวสาวได้สาวเอา’ เท่านั้น 


ยิ่งไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง CSI LA ได้ออกมาเปิดโปงขบวนการ ‘ล็อกมงงานอีเวนต์ของรัฐ’ โดยเปิดแผนผังที่แสดงความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า “ก๊วนกวาดงานพันล้านของ ททท.” วิธีการคือวางตัวบุคคลหนึ่งไว้ในบอร์ดของ ททท. บุคคลนี้จะทำหน้าที่คิดงาน เคาะงาน รู้ก่อนว่าจะมีงานอะไร จากนั้นก็บอกเครือข่ายพวกพ้องตนเองให้เข้าประมูลงานและได้รับงานนั้นไป ซึ่งข้อกล่าวหาสำคัญที่เพจดังกล่าวเปิดเผยคือคนในขบวนการที่ว่า อาจเป็นคนใกล้ตัวของอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร 


ดังนั้นในเมื่องบประมาณซอฟต์พาวเวอร์เกือบ 4,000 ล้านบาท จำนวน 113 โครงการ กระจายตัวอยู่ใน 27 หน่วยงาน ภายใต้ 9 กระทรวง กำลังจะถูกใช้ภายใต้การกำกับของหลายรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน ตนจึงมี 4 ทางเลือกให้รัฐบาลใหม่ลองพิจารณา


(1) “ปล่อยเบลอ ให้หน่วยงานที่ได้รับงบทำไป เพราะไม่ใช่เรื่องที่คิด” ข้อดีคือหากมีอะไรผิดพลาดก็โทษรัฐบาลก่อนได้ แต่ข้อเสียคือหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ รัฐบาลอาจจะโดนต่อว่าว่าละเลยอยู่ดี 


(2) “ตัดทิ้งหมดทั้งก้อน” สั่งชะลอโครงการผ่านรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง และทำการโอนเปลี่ยนแปลงภายใน หรืออาจเสนอแก้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เพื่อโอนเปลี่ยนแปลงก็ได้ ข้อดีคือจะได้ตัดงบซอฟต์พาวเวอร์ทั้งก้อน รวมถึงอาจได้ตัดงบอื่นๆ ที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้ด้วย เพื่อเอาเงินไปทำเรื่องอื่นที่รัฐบาลเห็นว่าสำคัญ แต่ข้อเสียคือความต่อเนื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะหายไป หลายโครงการที่ดีจะถูกตัดตอน ซึ่งจะเท่ากับเป็นการเทเงินที่ใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้ทิ้งไปเหมือนกัน


(3) “ยึดแนวทางเดิมแบบรัฐบาลก่อนและทำต่อ” หากรัฐบาลใหม่เห็นว่าที่ทำมาดีอยู่แล้วและควรทำต่อ สามารถใช้อำนาจนายกฯ ตั้งคณะกรรมการชุดเดิมขึ้นมาอีกครั้งได้ 


หรือ (4) “คิดและทำใหม่” เลือกใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานที่ดีให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วิธีการคือ ต้องกำหนดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้ชัดเจนก่อน และกำหนดหนึ่งหน่วยงานขึ้นมาเป็นแม่งาน สามารถตั้งคณะที่ปรึกษาที่มีเอกชนเข้าร่วม เพียงแต่คราวนี้ต้องมีหลักเกณฑ์ให้ชัดว่าเอกชนจะมาเข้าร่วมได้อย่างไร คัดเลือกอย่างไร มีวาระอย่างไร มีข้อห้ามอะไรบ้าง หรือกำหนดไปเลยว่าเอกชนในคณะห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการรับงาน เพื่อปิดช่องข้อครหาเรื่องการเอื้อผลประโยชน์


เมื่อตั้งโครงสร้างที่ว่านี้ขึ้นมาแล้ว จึงทบทวนโครงการซอฟต์พาวเวอร์ทั้งหมดอีกครั้ง อันไหนดีก็ทำต่อ อันไหนไม่ดี อันไหนมีความเสี่ยงว่าจะเอื้อประโยชน์ ก็หยิบโครงการนั้นออก ข้อดีของทางเลือกนี้คืองานที่ทำมาแล้ว ไม่ได้ถูกทิ้งขว้างทั้งหมด เอกชนคนในวงการที่อยากมาช่วยจะได้เห็นภาพชัด ตนแนะนำทางนี้ เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย


นอกจากนี้ ตนมีข้อเสนอถึงพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ได้ทำนโยบายนี้ต่อ แต่สามารถนำผลสัมฤทธิ์ที่ท่านทำมาเพื่อเสนอต่อประชาชน หรือชี้โครงการที่ดีให้รัฐบาลทำต่อ รวมถึงใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎร กลไกกรรมาธิการวัฒนธรรม หรือกรรมาธิการท่องเที่ยวที่พรรคเพื่อไทยเป็นประธาน เพื่อติดตามกำกับให้ความเห็น และหากท่านเห็นว่าการวางรากฐานของซอฟต์พาวเวอร์เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ก็ควรนำเสนอโมเดลการบริหารจัดการซอฟต์พาวเวอร์ในรูปแบบอื่นขึ้นมา เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทำต่อเพื่อประโยชน์ของประเทศต่อไป  


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน ครบรอบ ๒ ปีแห่งการจองจำด้วยม.๑๑๒ “การพูดความจริงนั้นไม่ยาก ที่ยากคือการพูดความจริงที่ต้องห้ามมิให้พูดถึง” เชื่อมั่นและศรัทธา

 


จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน ครบรอบ ๒ ปีแห่งการจองจำด้วยม.๑๑๒ “การพูดความจริงนั้นไม่ยาก ที่ยากคือการพูดความจริงที่ต้องห้ามมิให้พูดถึง” เชื่อมั่นและศรัทธา


วันนี้ (๒๙ ก.ย. ๒๕๖๘) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความจดหมาย ใจความว่า 

.

๒๖ กันยายน ๒๕๖๘ ครบรอบ ๒ ปีแห่งการจองจำด้วยม.๑๑๒ ซึ่งถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องกล่าวว่า ๓ ปี ไม่ใช่ ๒ ปี ถ้านับทุกครั้งที่เข้าๆ ออกๆ คุก หลังจากการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองซึ่งเกี่ยวกับการพูดความจริงจนต้องคดีตาม ม.๑๑๒

 

ผมไม่แน่ใจว่าหลังจากผมออกมาพูดในการชุมนุมแฮรี่พอตเตอร์ ๓ สิงหาคม ๖๓ ความคิดของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไปกี่มากน้อย บริบทการเมืองภาพใหญ่ของประเทศจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากแต่ชีวิตผมย่อมเปลี่ยนไปตลอดกาล


การพูดความจริงนั้นไม่ยาก ที่ยากคือการพูดความจริงที่ต้องห้ามมิให้พูดถึง ผมจำได้ดีว่าในคืนวันที่ ๓ สิงหาคม ๖๓ หลังจากปราศรัยในงานฉอรี่พอตเตอร์ ผมรู้สึกดีมากๆ รู้สึกสบายใจ โล่งใจอย่างยิ่งที่การพูดความจริงได้เริ่มขึ้นอย่างสาธารณะเสียที 


ที่บอกว่าได้เริ่มมิได้หมายถึง ทนายอานนท์ เป็นคนแรกที่พูด เพราะความจริงมีผู้มาก่อนกาลหลายคนได้พูดและถากถางทางไว้แล้ว หากแต่ผมหมายถึงความอึมครึม ความกระอักอระอ่วนในห้วงเวลาที่สังคมใหม่ คนรุ่นใหม่ “ระลอกใหม่” ได้ชัดเจนเสียที ได้พูดตรงๆ กันเสียที! 


เป็นความโล่งใจอย่างยิ่ง!


ชีวิตผมช่วงนี้ยังดำเนินไปอย่างช้า ๆ ระหว่างถูกขังในคุกและออกไปสู้คดีที่ศาล เป็นอยู่อย่างโล่งใจ และสู้ด้วยความโล่งใจ ปลอดโปร่งยิ่ง


เชื่อมั่นและศรัทธา

อานนท์ นำภา

ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ


สำหรับอานนท์ นำภา ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๖ จนถึงปัจจุบันอานนท์ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยโทษจำคุกในคดีมาตรา ๑๑๒ และคดีต่าง ๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกันถึง ๒๖ ปี ๓๗ เดือน ๒๐ วัน หรือประมาณ ๒๙ ปี ๑ เดือนเศษ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาจำคุก "ใบปอ-เก็ท" คนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีมาตรา 112 กรณีอ่านแถลงการณ์ “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ในการเดินขบวน #APEC2022 ก่อนให้ประกันตัว และได้ปล่อยตัว'ใบปอ'แล้ว ส่วน'เก็ท'กลับเรือนจำ

 


ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาจำคุก "ใบปอ-เก็ท" คนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีมาตรา 112 กรณีอ่านแถลงการณ์ “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ในการเดินขบวน #APEC2022 ก่อนให้ประกันตัว และได้ปล่อยตัว'ใบปอ'แล้ว ส่วน'เก็ท'กลับเรือนจำ


วันที่ 29 ก.ย. 2568 เวลา 13.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาของ "เก็ท" โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และ "ใบปอ" จากกรณีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 เพื่อยื่นจดหมายบอกให้โลกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565


ศาลพิพากษา ลงโทษจำคุก จำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีมีเหตุลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก คนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา และยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ทันที


ล่าสุด ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัว "ใบปอ" วงเงิน 300,000 บาท และเวลา 16.30 น. ได้ปล่อยตัว ใบปอ กลับบ้านแล้ว


ส่วน 'เก็ท โสภณ' ที่ถูกคุมขังด้วยมาตรา 112 คดีอื่น ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษา ได้ขึ้นรถกลับเรือนจำแล้ว ท่ามกลางครอบครัวและประชาชนที่มารอให้กำลังใจ และรอส่ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112




“จุลพงศ์” ชี้คดีเขากระโดงควรจบนานแล้ว แต่ถูกเตะถ่วงใช้เป็นเครื่องมือต่อรองการเมือง จี้ “พิพัฒน์” ใช้อำนาจ รมว.คมนาคม สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงที่มีหลักฐานชัดเป็นที่การรถไฟฯ ได้ทันที พิสูจน์รัฐบาลนี้ยึดหลักนิติธรรมหรือใช้ระบบพวกพ้อง

 


“จุลพงศ์” ชี้คดีเขากระโดงควรจบนานแล้ว แต่ถูกเตะถ่วงใช้เป็นเครื่องมือต่อรองการเมือง จี้ “พิพัฒน์” ใช้อำนาจ รมว.คมนาคม สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงที่มีหลักฐานชัดเป็นที่การรถไฟฯ ได้ทันที พิสูจน์รัฐบาลนี้ยึดหลักนิติธรรมหรือใช้ระบบพวกพ้อง


วันที่ 29 กันยายน 2568 ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา จุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงกรณีคดีที่ดินเขากระโดง โดยระบุว่าหนึ่งในสามนโยบายหลักที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลกล่าวไว้ คือนโยบายยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เหมาะเจาะมากที่ท่านเขียนนโยบายนี้ลงในคำแถลง เพราะเมื่อคุณอนุทินขึ้นมาเป็นนายกฯ คนใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนจับตาดูว่าการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมในยุคของท่านจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์


เรื่องที่ดินเขากระโดงที่จริงควรจบไปนานแล้ว คำพิพากษาทุกศาล ทั้งศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเหมือนจงใจเตะถ่วงและปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังอยู่ที่เดิมมานับสิบๆ ปี เดี๋ยวการรถไฟฯ ก็ไปร้องกรมที่ดิน เดี๋ยวกรมที่ดินก็ตั้งคณะกรรมการแล้วสรุปว่าไม่เพิกถอน ให้การรถไฟฯ ไปฟ้องศาลเพิกถอนโฉนดเอาเอง การรถไฟฯ ก็ไม่ยอมฟ้องเพิกถอน แต่เดินอ้อมไปฟ้องศาลปกครองให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดเอง แล้วก็เอาเรื่องนี้มากดดันหรือต่อรองทางการเมือง


จนถึงตอนนี้กรมที่ดินยังไม่ยอมใช้อำนาจทางปกครองเพิกถอนโฉนดคืนให้กับการรถไฟฯ แล้วรอศาลปกครองว่าจะสั่งให้กรมที่ดินต้องเพิกถอนทั้ง 995 แปลง หรือบางแปลงทันที หรือจะให้ทำอย่างไร ซึ่งถ้าศาลปกครองสั่งให้กรมที่ดินตั้งกรรมการเพื่อเพิกถอนโฉนด มันก็จะวนไปเหมือนเดิมอีก


ส่วนกรณี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ที่เพิ่งออกมาประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าจะให้การรถไฟฯ ฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อเพิกถอนโฉนดรายแปลงบนที่เขากระโดงทั้ง 995 แปลง รวมเนื้อที่ 5,000 กว่าไร่นั้น ตนคิดว่ากำลังทำให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไป สร้างแรงต่อต้านจากชาวบ้านจำนวนมาก ดังนั้นระหว่างกรมที่ดินรอคำสั่งจากศาลปกครอง ตนขอเสนอให้นายกฯ และ รมว.คมนาคม คนใหม่ แทนที่จะสั่งฟ้องเหมาเข่งทีเดียว 900 กว่าแปลง ท่านต้องจัดลำดับความสำคัญ โดยให้การรถไฟฯ ฟ้องเพิกถอนโฉนดบางแปลงที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นที่ดินรถไฟแน่นอน 100% ก่อน การรถไฟฯ สามารถฟ้องได้เลยทันทีภายใน 4 เดือนนี้ ชนะคดีแน่นอน แล้วเมื่อมีคำสั่งจากศาลยุติธรรมเป็นรายแปลง อย่างไรกรมที่ดินก็ปฏิเสธไม่ได้


จุลพงศ์ยกตัวอย่างที่ดิน 2 แปลงที่เป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์เขากระโดง คือที่ดินแปลง 3466 และที่ดินแปลง 8564 รวมกัน 44 ไร่ ถ้าจะเอาที่ดินเขากระโดงคืนให้การรถไฟฯ ต้องเริ่มจากที่ดิน 2 แปลงนี้ ซึ่งที่จริงเรื่องนี้ควรจะจบตั้งแต่ปี 2554 เพราะในปีนั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้ว่าการออกโฉนดที่ดินแปลง 3466 และ 8564 นั้นมิชอบด้วยกฏหมาย เป็นการออกโฉนดทับที่ดินของการรถไฟฯ แต่ปรากฏว่าพอ ป.ป.ช. บอกดังนั้น กรมที่ดินก็ดื้อไม่ยอมเพิกถอน กลับดึงเรื่องไปถามอัยการสูงสุดว่าตัวเองต้องทำอย่างไร อัยการสูงสุดเลยตอบกลับกรมที่ดินว่าให้ไปแจ้งการรถไฟฯ ในฐานะผู้เสียหาย ให้การรถไฟฯ ไปฟ้องศาลเอาที่ดิน 2 แปลงนั้นคืน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร การรถไฟฯ ไม่ยอมไปฟ้องเสียที 


กรมที่ดินไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง การรถไฟฯ ไม่ยอมฟ้องเอาที่ดินคืนมา ทุกรัฐบาลตั้งแต่สมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐา ทวีสิน, แพทองธาร ชินวัตร ต้องรอจนกระทั่งพรรคภูมิใจไทยพ้นจากพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทยถึงทำท่าทางเอาจริงเอาจัง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวดิบดีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ว่าจะเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงทั้งหมด


เหมือนเรื่องจะจบลงด้วยดี แต่สุดท้ายไม่มี เพราะเรื่องแดงออกมาว่าภูมิธรรม เวชยชัย ไม่ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนที่ดินเขากระโดงแม้แต่คำเดียว ส่วน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม คนก่อนหน้านี้ ก็เกรงอกเกรงใจไม่สั่งให้การรถไฟฯ ฟ้องศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินเองเสียที วนกลับไปศาลปกครองอีก ล่าสุดยังไม่ทันโปรดเกล้าฯ นายกฯ คนใหม่เสียด้วยซ้ำ ข้าราชการมหาดไทยก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องที่ดินเขากระโดง ทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงที่เคยเป็นอธิบดีกรมที่ดินควงคู่กับอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ รีบตั้งโต๊ะแถลงเลยว่าไม่เพิกถอนแล้ว จะรอศาลปกครองตัดสินคดีที่การรถไฟฯ ไปฟ้องมหาดไทย


ดังนั้นระหว่างรอศาลปกครอง ตนขอย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถทำได้ทันทีใน 4 เดือนนี้ หลังจากแถลงนโยบายครั้งนี้เสร็จ รมว.คมนาคม สามารถสั่งการให้การรถไฟฯ เริ่มฟ้องเพิกถอนที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้ได้ทันที คือแปลง 3466 และแปลง 8564 โดยเหตุผลที่ตนเสนอให้การรถไฟฯ ไปฟ้องร้องเพิกถอนที่ดินกับศาลยุติธรรมได้เลย เพราะเคยมีกรณีที่การรถไฟฯ ชนะคดีในศาลฎีกามาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561


จุลพงศ์กล่าวว่า หากนายกฯ และรัฐบาลชุดนี้มีความจริงใจที่จะทำให้ปัญหาที่ดินเขากระโดงได้ข้อยุติและไม่เป็นที่กังขา ไม่ต้องไล่ฟ้องทั้ง 995 แปลงตามที่ รมว.คมนาคม ออกมาให้สัมภาษณ์ขึงขังเมื่อสัปดาห์ก่อน ตนขอเสนอให้นายกฯ อนุทิน หรือรัฐมนตรีพิพัฒน์ ประกาศ ณ ตรงนี้เลยว่าจะให้การรถไฟฯ ดำเนินการฟ้องเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลงที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าออกโฉนดโดยมิชอบ ถ้าศาลตัดสินจนถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นของการรถไฟฯ รัฐก็ได้ที่ดินคืนมา แต่ถ้าศาลตัดสินเป็นอย่างอื่น เรื่องจะได้จบ


เรื่องนี้ไม่ยากเกินความสามารถ เพราะการรถไฟฯ มีพยานหลักฐานและแนวทางการต่อสู้คดีที่เคยทำให้ชนะคดีในศาลฎีกามาแล้ว ที่สำคัญเรื่องที่ดินเขากระโดงจะเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีเลยว่ารัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล จะบริหารบ้านเมืองภายใต้หลักนิติธรรมหรือใช้ระบบพวกพ้องกันแน่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #รฟท #เขากระโดง #กระทรวงคมนาคม

“ณัฐพงษ์” อภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ย้ำสัญญา MOA จัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ ปิดลูปรัฐประหาร เดินหน้าเปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของประเทศ

 


ณัฐพงษ์” อภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ย้ำสัญญา MOA จัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ ปิดลูปรัฐประหาร เดินหน้าเปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของประเทศ


วันที่ 29 กันยายน 2568 ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยคณะรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปรายย้ำถึงความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการทำตามเงื่อนไข 4 เดือนตาม MOA ของรัฐบาลใหม่


ณัฐพงษ์ระบุว่าคนที่เกิดยุค 2500 ในวัยหนุ่มสาวกำลังอยู่ในยุคที่เศรษฐกิจไทยเติบโตโดยเฉลี่ยปีละ 9.7% เพราะประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากการเมืองโลกที่มีการจัดทำข้อตกลง Plaza จนทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จนไทยได้รับการขนานนามว่าเป็น “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย” แต่คนที่เกิดในยุคนี้ได้ผ่านการรัฐประหารมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ครั้งด้วยกัน


ส่วนรุ่นของตนที่เกิดในยุค 2530 ผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นมากับการรัฐประหารปี 2549 โดย 19 ปีนับแต่การรัฐประหารในปี 2549 นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งถูกปลดออกจากตำแหน่งไปถึง 5 คน พรรคการเมืองที่สำคัญถูกยุบไปถึง 7 พรรค และการเลือกตั้งถูกล้มไป 2 ครั้ง และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนด้วยกัน แปลว่าคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน ไม่มีสักคนที่ในชีวิตที่ไม่เคยผ่านการรัฐประหารเลย ไม่เคยมีคนไทยสักรุ่นที่เกิดและเติบโตมาในประเทศนี้ โดยอยู่ในการเมืองประชาธิปไตยเต็มใบที่มีเสถียรภาพ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าประเทศไทยที่ผ่านมาไม่เคยมีสักยุคที่ดอกผลของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด เกิดจากแรงถีบและแรงส่งของรัฐบาลและการเมืองภายในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้เกิดจากแรงฉุดและแรงลากจากอานิสงส์ที่ไทยได้รับจากการเมืองโลก และการเมืองโลกวันนี้ก็ไม่ได้เข้าข้างประเทศไทยอีกต่อไป การเมืองแบบที่เป็นอยู่ ทำให้รัฐบาลต้องมาแถลงนโยบายถึง 3 ครั้งในรอบ 2 ปี เนื่องมาจากกลไกของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่ถูกนำมาใช้ทำลายล้างกันทางการเมืองมากกว่าการจับคนโกง ลงโทษคงผิด ปัญหาการทุจริตในประเทศไม่เคยเบาบางลง การเมืองแบบนี้หรือที่จะทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้


ตราบใดที่ไทยยังคงอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้ คนที่จะต้องเจ็บปวดก็คือเกษตรกรที่ผลผลิตราคายังคงตกต่ำ ปุ๋ยแพง หนี้ท่วมหัว แถมยังต้องเป็นหนี้นอกระบบ คนไทยทุกคนที่ต้องทนอยู่กับปัญหาฝุ่น PM2.5 พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็ยังล่าช้าผ่านสภาไปไม่ได้ ปัญหาน้ำท่วม ไฟป่าก็ยังไม่เคยมีรัฐบาลยุคใดที่เข้ามาบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ ซึ่ง 64 ปีมาแล้วที่ประชาชนในต่างจังหวัด เคยอยู่กับคำขวัญ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 แต่หลายพื้นที่วันนี้ยังคงน้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่สะดวก ขณะที่ลูกหลานคะแนนสอบ PISA ก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง เทียบกับประเทศอาเซียนเด็กไทยอยู่อันดับที่ 5 เป็นรองทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน และมาเลเซีย ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันไม่ได้สร้างทักษะที่จำเป็นเพื่อเตรียมตัวให้แข่งขันกับโลกในอนาคต และหลายคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ประเทศไทยเดินช้ากว่าโลกและประเทศเพื่อนบ้าน และในขณะที่ตั้งแต่ปี 2549 โลกเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี แม้จะเจอกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 และโควิดในปี 2563 โลกยังฟื้นตัวกลับมาได้เร็วแต่ไทยไม่เคยฟื้นตัวกลับมายืนอยู่บนเส้นเดียวกับโลกได้เลย ในปี 2563 ขณะที่เศรษฐกิจโลกหดตัว 2.8% ไทยกลับตกลงถึง 6.05% ในปีต่อมาขณะที่โลกฟื้นตัวกลับมาได้สูงกว่าประเทศไทยถึง 6.4% แต่ไทยฟื้นตัวกลับมาได้เพียง 1.55% เท่านั้น


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังอ่อนแอ อุตสาหกรรมล้าหลัง และไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วเหมือนประเทศอื่น นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่เป็นวงจรที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นว่าหากปราศจากปัจจัยเชิงบวกที่ไทยได้รับอานิสงส์จากการเมืองโลกภายนอก ไทยแทบไม่เคยเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยลำแข้งของตัวเองเลย และในวันที่โลกมีแต่ปัจจัยเชิงลบ ไทยก็ดูดซับแรงกระแทกเหล่านั้นเข้าเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นโควิด สงครามการค้า สินค้าราคาถูก หรือปัญหาทุนเทา


ดัชนีการทุจริตของไทยวันนี้ก็ยังตกลงอย่างต่อเนื่อง จากในปี 2555 ที่ไทยมีคะแนนดัชนี CPI อยู่ที่ 37 คะแนน ปี 2567 คะแนนของไทยกลับตกลงมาอยู่ที่ 34 คะแนน ต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี อยู่อันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก นั่นเพราะกลไกการตรวจสอบของไทยที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าใช้ปกป้องเงินภาษีของประชาชน


รัฐธรรมนูญและระบบการเมืองแบบนี้หรือที่จะพาประเทศไทยพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว เศรษฐกิจไทยกลับช้า ตามไม่ทัน และติดหล่มอยู่กับที่ เพราะเครื่องยนต์หรือระบบการเมืองภายในประเทศกำลังฉุดรั้งรถคันนี้เอาไว้อยู่ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยกเครื่องรถคันนี้ใหม่ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง” ณัฐพงษ์กล่าว


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าถ้ามีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญจะต้องยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่มีความโปร่งใส มีสิทธิภาพ และมีความชอบธรรม ยึดโยงกับประชาชน คณะรัฐมนตรีถูกแต่งตั้งมาจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ได้มาจากเพียงแค่การจัดสรรโควตาหรือต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง มีรัฐบาลที่มีความชอบธรรม สะท้อนเจตจำนงทางการเมือง กล้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ วางยุทธศาสตร์ชาติที่ปรับเปลี่ยนได้ไปตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เลือกลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ถูกจุดมากกว่าการสร้างตึก ตัดถนน และขุดคลอง สร้างงานคุณภาพให้คนทุกคน เพิ่มระดับรายได้ให้ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงนวัตกร เพิ่มมูลค่าให้สินค้าไทยตั้งแต่ข้าว มัน ยาง จนถึงรถคอมพิวเตอร์และปิโตรเคมี ทุกห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยจะต้องได้รับการยกระดับใหม่เพื่อให้เป็นห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ที่เพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าที่โลกในอนาคตต้องการ ประเทศไทยต้องการระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เป็นอิสระ ยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่ผลัดกันเกาหลังและถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง แต่เป็นระบบที่ใช้ตรวจสอบการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ และปกป้องภาษีของประชาชนทุกคน


ประเทศไทยที่ติดเครื่องยนต์ใหม่แบบนี้จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อทำให้รถยนต์คันนี้สามารถพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างเต็มกำลัง นี่คือเหตุผลที่พรรคประชาชนมุ่งมั่นเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยอมลงคะแนนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามข้อตกลงที่ปรากฏอยู่ใน MOA และการทำหน้าที่ของพวกตน 4 เดือนต่อจากนี้จะเป็นสิ่งที่ประชาชนจะใช้ตัดสินพวกตนในวันหน้า ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ในช่วง 4 เดือนต่อจากนี้ในสภาวะรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือฝ่ายค้านเสียงข้างมากก็คือ


1) การเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน 4 เดือนนี้ต้องผ่านด้านการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภา โดยที่มาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ


2) ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรสามารถผ่านกฎหมายวาระ 3 และวาระ 1 ได้ถึง 11 ชุด ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายกระจายอำนาจ การแข่งขันทางการค้า กฎหมายแก้หนี้ ล้มละลายสมัครใจ คุ้มครองแรงงาน ควบคุมมลพิษ ศาลทหาร และการนิรโทษกรรมคดีที่ดินให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่นิรโทษกรรมให้นายทุนที่บุกรุกที่ป่า และยังมีกฎหมายอีกหลายชุดที่สมาชิกสามารถร่วมผลักดันได้ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นต้น


3) ในช่วง 4 เดือนนี้ รัฐบาลใหม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ความมั่นคง และอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งปัญหาที่ตกค้างมาจากรัฐบาลชุดก่อนได้หลายเรื่อง

.

4) ตนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ จะยังคงทำหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะพรรคประชาชนไม่ได้ใช้เสียงลงคะแนนให้กับอนุทิน เพื่อให้รัฐบาลใหม่เอาอำนาจไปใช้โดยมิชอบ หรือเพื่อสนับสนุนการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี หรือเพื่ออนุญาตให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขากระโดง หรือฮั้ว สว. และการตรวจสอบคดีทุจริตในรัฐบาลที่ผ่านมา


ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่าตนและพรรคประชาชนจะใช้เสียงเพื่อให้ 4 เดือนต่อจากนี้เป็นโอกาสที่สำคัญในการเปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของประเทศ ที่ลูกหลานไทยในยุคต่อไปจะเป็นลูกหลายไทยรุ่นแรกที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง โดยที่ตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่วันที่เกิดจนถึงวันที่พวกเขามีสิทธิเลือกตั้ง อยู่ในระบบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ปราศจากการรัฐประหาร ประเทศไทยจะได้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การใช้เสียงเพื่อที่จะไปปิดประตูแล้วทำให้วงจรชีวิตของลูกหลานยังคงติดอยู่ในระบบการเมืองแบบที่คนทุกรุ่นในยุคนี้กำลังเสื่อมศรัทธา


ฝากไปถึงคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ สิ่งที่เราอยากเห็นนั้นจะไม่ใช่แค่การที่ต้องเคารพต่อข้อตกลงที่ทำไว้กับพรรคประชาชน แต่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศและเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ด้วย” ณัฐพงษ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ศูนย์ทนายฯ ชวนติดตาม พรุ่งนี้ (30 ก.ย.) ฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ คดี ม.112 “ลูกเกด ชลธิชา” สส.พรรคประชาชน กรณีปราศรัย "คาร์ม็อบ 11 กันยา 64" หลังศาลชั้นต้นจำคุก 2 ปี ถ้ามีโทษคุก-ไม่ได้ประกัน หลุดส.ส.ทันที

 


ศูนย์ทนายฯ ชวนติดตาม พรุ่งนี้ (30 ก.ย.) ฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ คดี ม.112 “ลูกเกด ชลธิชา” สส.พรรคประชาชน กรณีปราศรัย "คาร์ม็อบ 11 กันยา 64" หลังศาลชั้นต้นจำคุก 2 ปี ถ้ามีโทษคุก-ไม่ได้ประกัน หลุดส.ส.ทันที


วันที่ 29 กันยายน 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสชวนติดตามผล การนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 ก.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตนักกิจกรรมทางการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เหตุจากกรณีปราศรัยและชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564


สำหรับการชุมนุม #คาร์ม็อบ11กันยา64 มีเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) และกลุ่มพะยอมเก๋า ร่วมกันจัดกิจกรรม เรียกร้องให้ #ปล่อยเพื่อนเรา โดยตั้งขบวนจากหน้าห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และเคลื่อนตัวไปยังศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อลงชื่อยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาคดีชุมนุมหน้า บก.ตชด. ภาค 1 จำนวน 5 ราย ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์, “บอย” ธัชพงศ์แกดำ, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, “ไมค์” ภานุพงศ์ จาดนอก และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจําอําเภอธัญบุรี


คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 10 ราย นอกจากชลธิชา (จำเลยที่ 1) นักกิจกรรมและประชาชนอีก 9 คน ถูกฟ้องเฉพาะข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดปทุมธานี เรื่องมาตรการป้องกันโควิด และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต


ชลธิชาเพียงคนเดียวที่ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 เพิ่มจากข้อหาข้างต้นด้วย เหตุจากการปราศรัยในประเด็นที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และแก้กฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เมื่อปี 2561


คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 10 ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าทั้งสิบเป็นผู้จัดการชุมนุม ดังนั้น จึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดมาตรการป้องกันโรคและขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง และไม่ปรากฏว่าหลังจากการชุมนุมมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


ส่วนข้อหา ม.112 เห็นว่า น.ส.ชลธิชา กระทำความผิดตาม ม.112 ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ต่อมาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวชลธิชาในระหว่างอุทธรณ์


ในวันพรุ่งนี้ (30 ก.ย.) หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาแล้วเห็นว่า น.ส.ชลธิชา มีความผิด พร้อมให้ลงโทษจำคุก โดยไม่รอลงอาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา แม้จำเลยจะมีสิทธิต่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อ จะถือว่า น.ส.ชลธิชา ต้องคําพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ซึ่งจะขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (6) โดยทันที


ทั้งนี้ ศูนย์ทนายฯระบุว่า ก่อนหน้านี้ศาลนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ 21 ก.ค. ต่อมาในช่วงเย็นวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ศาลติดต่อแจ้งเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 30 ก.ย. เนื่องจากคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #มาตรา112

“ณัฐพงษ์” ขอบคุณประชาชนสะท้อนเสียงผ่านผลโพลหลังคะแนนนิยมลดลง พร้อมรับข้อคิดเห็นมาปรับปรุง เผย “ปชน.” เตรียมเปิดแคนดิเดตนายกฯ ปลาย ม.ค.69

 


ณัฐพงษ์” ขอบคุณประชาชนสะท้อนเสียงผ่านผลโพลหลังคะแนนนิยมลดลง พร้อมรับข้อคิดเห็นมาปรับปรุง เผย “ปชน.” เตรียมเปิดแคนดิเดตนายกฯ ปลาย ม.ค.69


วันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 08.35 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพลมีข้อสังเกตหรือไม่ว่าความนิยมในตัวนายณัฐพงษ์ลดลง ในขณะที่ความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไล่ตามขึ้นมาได้ประเมินว่าต้องแก้ไขอะไรหรือไม่ ว่าพร้อมรับในข้อคิดเห็นและขอบคุณประชาชนที่สะท้อนเสียงออกมาผ่านผลโพล ก่อนหน้านี้ผลโพลมีทั้งขึ้นและลง เมื่อไหร่ที่ขึ้นตนก็ขอบคุณ เมื่อไหร่ที่ลงก็ต้องรับมาสะท้อน และมาปรับปรุงการทำงาน อยากให้ทุกคนที่แสดงข้อคิดเห็นผ่านผลโพลได้ติดตามการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนในช่วง 4 เดือน และในทุกย่างก้าวทุกการกระทำ ทุกการทำหน้าที่ในสภา จะเป็นข้อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าทำไมเราตัดสินใจโหวตให้นายอนุทิน ซึ่งทุกย่างก้าวจะเป็นประโยชน์ สร้างประโยชน์หาทางออกให้กับประเทศ


เมื่อถามว่า ต้องปรับแผนการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะคู่แข่งคนสำคัญครั้งหน้าคือพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้วางแผน และปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ตั้งแต่ที่บรรลุข้อตกลง MOA ภายในของพรรคประชาชนก็ได้เตรียม เรียกว่าเป็นกองแคมเปญขึ้นมาเพื่อเตรียมยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงบุคคลต่าง ๆ และเตรียมทาบทามบุคคล ที่จะดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งต้องรอจังหวะที่เหมาะสมและจะเปิดตัวต่อไป


เมื่อถามว่าช่วงไหนที่เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจเป็นช่วงใกล้ปลายเดือนมกราคมเป็นต้นไปที่มีข้อแน่ชัดว่ามีการยุบสภา และมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งจริง ๆ รวมถึงบุคคลที่เราทาบทามอาจมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน อาจไม่สะดวกเปิดตัวในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง บางคนอาจสะดวกเปิดตัวตอนจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นต้องรอฟังเสียงประชาชนที่ไปใช้สิทธิในคูหาเลือกตั้ง พูดตอนนี้อาจจะเร็วไปที่จะมีการเปิดตัว


ส่วน ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า คะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้ มาจากฐานเสียงพรรคก้าวไกลเดิมไหลไปช่วย นั้น ตนไม่สามารถไปประเมินแทนประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์ได้ ว่ามีการไหลจากใครไปใคร เพราะหากประเมินอย่างนั้น ก็เหมือนเป็นการตัดสินแทนประชาชน ซึ่งสนามนี้คือการแข่งขันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้น คนที่ต้องประเมินควรเป็นพรรคเพื่อไทยด้วย และผลออกมาแบบนี้ ตัวเขาเองก็ต้องปรับปรุงหรือหาทางเตรียมรับมืออย่างไรมากกว่า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นิด้าโพล