'ณัฐพงษ์' บรรยาย มธ. ชี้สมรภูมิ Geopolitics โลก ไทยต้องสร้าง 'อำนาจต่อรอง'
วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บรรยายในหัวข้อ ‘Geopolitics: Thailand, ASEAN, and the World’ ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกล่าวถึงสมรภูมิที่แต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญในสถานการณ์โลกปัจจุบัน
ณัฐพงษ์ระบุว่า เมื่อพูดถึง ‘Geopolitics’ หรือภูมิรัฐศาสตร์ มีคำสำคัญคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง นั่นคือ ‘การสร้างอำนาจต่อรอง’ เพราะเมื่อประเทศต่าง ๆ พูดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจ ประเทศอำนาจขนาดกลาง หรือแม้แต่ประเทศอื่น ๆ ก็หมายความว่าประเทศเหล่านั้นกำลังหาทางสร้างอำนาจต่อรองให้ตัวเองในแต่ละสมรภูมิ
ณัฐพงษ์ยกตัวอย่างสมรภูมิที่แต่ละประเทศกำลังแข่งขันกัน 6 สมรภูมิ ได้แก่ สมรภูมิบนพื้นโลก ซึ่งมีขอบเขตชายแดนทางบกและทางทะเล สมรภูมิบนอากาศ เช่น อากาศยานและโดรน สมรภูมิใต้พื้นโลก ซึ่งเป็นการแย่งชิงแร่สำคัญและแร่หายาก สมรภูมินอกโลก ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม และการเดินทาง สมรภูมิการค้า เช่น กำแพงภาษีและ Supply Chain ที่มหาอำนาจพยายามแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานส่วนสำคัญ และสมรภูมิโลกดิจิทัล ซึ่งแข่งขันกันด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และการประมวลผล
สำหรับการบรรยายครั้งนี้ ณัฐพงษ์ยกตัวอย่าง 3 สมรภูมิ ได้แก่ สมรภูมิทางการค้า สมรภูมิดิจิทัล และสมรภูมิเพื่อนบ้าน รวมถึง ‘ทางเลือกของไทย’ ในฐานะประเทศอำนาจขนาดกลาง
[ สมรภูมิการค้า (Trade War & Supply Chain) ]
ในอดีต ช่วงยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศที่มีความมั่งคั่งพยายามขยับไปอยู่ในภาคบริการที่มีส่วนต่างของกำไรสูง และย้ายโรงงานผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูก แต่ปัจจุบันสหรัฐฯ ตระหนักแล้วว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงโรงงานผลิตสินค้าราคาถูกอีกต่อไป แต่กำลังกินรวบตั้งแต่สินค้าราคาถูกไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป อำนาจจะตกอยู่กับประเทศจีน สหรัฐฯ จึงพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมของตัวเอง ด้วยการดึงห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับเข้ามาในประเทศ เช่น การให้บริษัทรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่าง TSMC ไปตั้งโรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯ
หากเราถอดเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch ออกมาหนึ่งเครื่อง จะเห็นว่าเครื่องเกมหนึ่งเครื่องต้องเดินทางเกือบรอบโลกก่อนมาถึงมือเรา เริ่มตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ชิป Nvidia ไต้หวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ TSMC ผู้ผลิตชิป เกาหลีใต้ ซึ่งผลิตหน่วยความจำ (Memory) และจอ LCD และเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการประกอบเครื่อง
การที่ภาษีทรัมป์เวอร์ชัน 2.0 ออกมาจึงไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศจีนเพียงประเทศเดียว แต่เป็นการตั้งกำแพงภาษีครอบคลุมหลายประเทศ พร้อมกำหนดให้ต้องพิสูจน์ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (COO) เพื่อป้องกันการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามเพื่อสวมสิทธิ์หลบเลี่ยงภาษี
ขณะที่ประเทศไทยกำลังถูกจับตามอง เพราะตัวเลขดุลการค้าจากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า เราได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นเช่นกัน สหรัฐฯ จึงตั้งข้อสงสัยว่าประเทศไทยกำลังเป็นทางผ่านของสินค้าจีนหรือไม่ ดังนั้น ในการเจรจา เราจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เหล่านี้ผลิตในประเทศไทยจริง ๆ
สมรภูมิดิจิทัล (Digital Battlefield)
ณัฐพงษ์ระบุว่า คำถามสำคัญของสมรภูมินี้คือ การย้ายฐานการผลิต เช่น Data Center มายังประเทศไทย จะช่วยเพิ่มทักษะขั้นสูงให้กับแรงงานไทย หรือทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริงหรือไม่
ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเปิดหน้าแรกของแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Netflix แต่ละคนจะเห็นหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน เพราะแพลตฟอร์มมี AI / Algorithm คอยคาดเดาพฤติกรรมของผู้ใช้จากข้อมูล ก่อนนำข้อมูลไปประมวลผลที่ Data Center ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล
ทั้งนี้ โครงสร้างของโลกดิจิทัลสามารถแบ่งออกเป็น 5 ชั้นที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ได้แก่
- ชั้นแรก คือชั้นพลังงาน เนื่องจาก AI และ Data Center ใช้ไฟฟ้ามหาศาล ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้าง Asian Smart Grid พร้อมพัฒนาระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อชูจุดแข็งด้านพลังงานสะอาดที่มีใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และผลักดันไทยสู่การเป็น Green Compute Hub
- ชั้นที่สอง คือชั้นการประมวลผล การเน้นดึง Data Center มาตั้งในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้เพียงประมาณ 15% เท่านั้น เนื่องจากมูลค่าส่วนใหญ่จะตกอยู่กับเจ้าของระบบ Cloud และซอฟต์แวร์ต่างชาติเป็นหลัก
- ชั้นที่สาม คือชั้นฮาร์ดแวร์และชิป (Hardware & Semiconductor) ในส่วนของชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ พบว่ามูลค่าหลักกว่า 60% ของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ตกอยู่ที่ตัวชิป โดยผู้ที่คิดค้นและออกแบบชิประดับโลกอย่าง Nvidia หรือ Apple เป็นผู้คว้าส่วนแบ่งมูลค่าสูงสุดไปครอง
- ชั้นที่สี่ คือชั้นข้อมูล ข้อมูลเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ใหม่ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดกฎหมายที่กำกับดูแลอธิปไตยทางข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลสาธารณะที่ไม่ระบุตัวตนมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและกำหนดนโยบายได้
- ชั้นสุดท้าย คือชั้นอัลกอริทึมและแอปพลิเคชัน (Algorithm & Application) ซึ่งถือเป็นชั้นที่สร้างกำไรสูงสุด ตัวอย่างเช่น Netflix ที่กวาดกำไรและส่วนแบ่งค่าคอนเทนต์ไปเกือบ 70% ขณะที่ผู้ให้บริการ Data Center และไฟฟ้าได้รับส่วนแบ่งจริงไม่ถึง 5% เท่านั้น
ณัฐพงษ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการสร้างอำนาจต่อรองในสมรภูมิดิจิทัลอย่างแท้จริง ภาครัฐต้องนำกรอบความคิดสำคัญ 3 ข้อมาใช้พิจารณาในการดำเนินนโยบายอยู่เสมอ ได้แก่ มูลค่าเกิดขึ้นที่ใคร สิทธิในการตัดสินใจเป็นของใคร และต้นทุนเหล่านี้ใครเป็นผู้จ่าย
[ สมรภูมิเพื่อนบ้าน (Regional Geopolitics) ]
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาในประเทศเพื่อนบ้านกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ทั้งปัญหายาเสพติด สารพิษในแม่น้ำ ฝุ่น PM2.5 จากการเผาไร่ข้าวโพด แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ตลอดจนการค้ามนุษย์
นอกจากนี้ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชายังมีมูลค่าพลังงานมหาศาล ซึ่งเราต้องเร่งเจรจาเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกัน และนำเงินใหม่มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Smart Grid ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด จนทำให้ทรัพยากรฟอสซิลหมดมูลค่า
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศในระดับประชาชนไม่ได้มีอยู่จริง แต่ความขัดแย้งมักถูกสร้างขึ้นโดยนักการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ดังนั้น ไทยต้องดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน ‘นิยมและเกรงใจไทย’ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
[ ทางเลือกของไทยในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก ]
ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า ยุทธศาสตร์ทางเลือกของไทยอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาเซียน และบิมสเทค ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 4,000 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่เพียง 13% ของผืนโลก และประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางของประชากรครึ่งโลกนี้พอดี
หากเรามองภาพใหญ่และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคได้ ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาตัวเองเป็นจุดเชื่อมโยงโลก ทั้งทางบก ทางราง ทางไซเบอร์ ผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ และห่วงโซ่อุปทาน ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #พาณิชยศาสตร์และการบัญชี #ธรรมศาสตร์





















