วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

‘ภัทรพงษ์’ ชำแหละร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับ สว. ชี้แก้ 3 ปมใหญ่ “เอื้อทุน-ตัดสิทธิประชาชน-ขวางกระจายอำนาจ” ขอสภาฯ ตั้ง กมธ. แก้ไขใหม่

 


‘ภัทรพงษ์’ ชำแหละร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับ สว. ชี้แก้ 3 ปมใหญ่ “เอื้อทุน-ตัดสิทธิประชาชน-ขวางกระจายอำนาจ” ขอสภาฯ ตั้ง กมธ. แก้ไขใหม่


วันที่ 2 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่วุฒิสภาได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา โดยในการนี้ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้อภิปรายคัดค้านการแก้ไขของวุฒิสภา ที่มีลักษณะของการเอื้อนายทุนและตัดลดสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด


ภัทรพงษ์ระบุว่า ร่างดังกล่าวอยู่ในมือ สว. มากว่าหนึ่งปี ขณะที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตฝุ่น PM2.5 อีกหนึ่งฤดู และพื้นที่ภาคเหนือมีค่าฝุ่นพุ่งสูงกว่า 900 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเมื่อร่างกฎหมายถูกส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร พบว่ามีการแก้ไขเนื้อหาสำคัญจากร่างที่ผ่านการพิจารณาของฝั่ง สส. ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเอื้อกลุ่มทุน การตัดสิทธิของประชาชน และการขวางการกระจายอำนาจ


ในประเด็นแรก การเอื้อกลุ่มทุน สว. เพิ่มสัดส่วนตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชนเข้าไปในโครงสร้างคณะกรรมการหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการระดับชาติ ระดับจังหวัด และคณะกรรมการวิชาการ ทั้งที่ร่างเดิมได้กำหนดสัดส่วนภาคเอกชนเอาไว้อยู่แล้ว แม้แต่คณะกรรมการวิชาการที่มีหน้าที่เสมือนคลังสมองในการคำนวณข้อมูลและเสนอมาตรการ ก็ยังมีการเพิ่มตัวแทนจากภาคธุรกิจเข้าไปอีก


นอกจากนี้ยังมีการลดบทลงโทษภาคอุตสาหกรรม จากเดิมที่มีโทษปรับสูงสุด 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท ซึ่งสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงต้นทุนในการประกอบธุรกิจมากกว่าจะมีผลเป็นบทลงโทษจริง เมื่อเทียบกับประชาชนที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดจากการเผาป่ายังมีโทษจำคุกสูงกว่ามาก


นอกจากนี้ยังมีการตัดระบบ PRTR หรือทำเนียบการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษออกจากร่างกฎหมาย ทั้งที่ PRTR เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งญี่ปุ่นก็มีระบบดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 1999 แต่ร่างกฎหมายที่ สว. แก้ไขกลับตัดกลไกนี้ออก


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่สอง คือการตัดสิทธิของประชาชน โดยระบุว่าร่างในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรพยายามอุดช่องโหว่เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ในโครงการที่อาจก่อมลพิษทางอากาศ เนื่องจากปัจจุบันยังมีกิจการหลายประเภทที่สามารถได้รับอนุมัติโดยไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดออกจากร่างที่ สว. ส่งกลับมา


นอกจากนี้ ยังมีการตัดกลไกที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการคุ้มครองชั่วคราวและการดำเนินคดีแบบกลุ่มออกด้วย จนต้องตั้งคำถามว่าทุกวันนี้ สว.ทำหน้าที่นิติบัญญัติเพื่อประชาชนหรือเพื่อกลุ่มทุนกันแน่


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่สาม คือการขวางการกระจายอำนาจ โดยระบุว่าจากประสบการณ์การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือผู้นำในพื้นที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ร่างที่สภาผู้แทนราษฎรส่งไปจึงกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) เป็นประธาน และเป็นหัวเรือในการจัดการปัญหาระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยกำกับติดตาม แต่ สว. กลับแก้ไขให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานแทน


การแก้ไขดังกล่าวทำให้กลไกการแก้ปัญหากลับไปสู่รูปแบบเดิม คือมีผู้นำที่แต่งตั้งจากส่วนกลาง ไม่มีงบประมาณอยู่ในมือโดยตรง อาจโยกย้ายภายในระยะเวลาไม่นาน และไม่จำเป็นต้องมีความผูกพันหรือความเข้าใจพื้นที่ในระยะยาว ซึ่งทำให้ปัญหาเดิมมีแนวโน้มวนกลับมาอีก


“ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เนื้อหาร่างที่ถูกแก้ไขสะท้อนคำถามว่า สว. ชุดปัจจุบันทำงานเพื่อใครและยึดโยงกับผลประโยชน์ของใคร ผมจึงไม่สามารถยอมให้กฎหมายที่ถูกตัดทอนเนื้อหาสำคัญ โดยกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ จึงขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วม สส.-สว. มาปรับแก้ร่างร่วมกัน” ภัทรพงษ์กล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรบอากาศสะอาด