วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2566

“ภูมิธรรม” ผนึก 2 สมาคมปุ๋ย ลดราคาต่อเนื่องถึง มี.ค.67 เป็นของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกรไทย

 


ภูมิธรรม” ผนึก 2 สมาคมปุ๋ย ลดราคาต่อเนื่องถึง มี.ค.67 เป็นของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกรไทย


วันที่ 28 ธันวาคม 2566 เวลา 9.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงประเด็นการดูแลราคาปุ๋ย พร้อมด้วยนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกองเอกเปล่งศักดิ์ ประภาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย และนางสาววรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ที่ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 กระทรวงพาณิชย์ ค่ำวานนี้ (27 ธ.ค. 66)


นายภูมิธรรม กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการลดราคาปุ๋ยเป็นของขวัญปีใหม่  ซึ่งปุ๋ยเป็นต้นทุนการผลิตของพี่น้องเกษตรกร ถ้าเราสามารถจัดการได้ดีต้นทุนจะลดลง ผลผลิตได้คุณภาพมากขึ้น มีกำไรได้มากขึ้น ภายใต้นโยบาย “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส” ของกระทรวงพาณิชย์  ที่ใช้ดูแลเกษตรกร Quick Win 99 วัน เป็นการวางรากฐานให้เกษตรกร


เริ่มทำโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2566 ตั้งเป้าลดราคาปุ๋ย 3,000,000 กระสอบ โดยกรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย และสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยร่วมมือการดำเนิน “โครงการพาณิชย์สั่งลุย ลดราคาปุ๋ย” ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2566 จำหน่ายแม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเคมีสูตรสำเร็จในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดให้แก่เกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร


โดยระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่ ตุลาคม - ธันวาคม 2566 ปริมาณ 151,920 ตัน หรือประมาณ 3 ล้านกระสอบ จำนวน 64 สูตร


ระยะที่ 2 มกราคม -  มีนาคม 2567 สมาคมฯสนับสนุนปุ๋ยเพิ่มเติมอีก 2,500 ตัน หรือประมาณ 50,000 กระสอบ มีปุ๋ยเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 154,420 ตัน ประมาณ 3.1 ล้านกระสอบ ปรับลดราคากระสอบละ 10 ถึง 50 บาท(ลดราคา 1% - 8%)


ทั้งนี้ผลการดำเนินการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 มีสถาบันเกษตรกรสั่งซื้อปุ๋ยในโครงการแล้วจำนวน 109 แห่ง รวมปริมาณปุ๋ย 42,561 ตัน หรือ 851,213 กระสอบ สามารถช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ประมาณ 223 ล้านบาท


ซึ่งยังมีโครงการฯต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคม 2567 ยังเหลือปุ๋ยอีกประมาณ 2,200,000 กระสอบ ให้เกษตรกรลดรายจ่ายในการผลิต ต้นทุนการผลิตต่ำลงขอบคุณสมาคมผู้ค้าปุ๋ยทั้ง 2 สมาคม ที่เห็นประโยชน์ เห็นใจพี่น้องเกษตรกร เป็นผลดีกับชีวิตของพี่น้องประชาชน


นายกองเอกเปล่งศักดิ์ ประภาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในและทีมงาน ตนทราบดีว่าความตั้งใจของรัฐบาลมุ่งมั่นลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร อยากเห็นเพิ่มผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพให้พืชผลการเกษตรเป็นนโยบายที่ดี ทั้ง 2 สมาคม ร่วมมือกับกระทรวงฯชักชวนสมาชิกร่วมโครงการ ขอขอบคุณรัฐบาล


และนางสาววรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เรายืนยันที่จะสนับสนุนภาครัฐ สมาคมพร้อมซัพพอร์ทเป็นกำลังเป็นเบื้องหลังให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด


วันนี้พวกเราทำงานหนักโดยมีเป้าหมายเพื่อเกษตรกร อยากเห็นพวกท่านแข็งแรง ถ้าท่านแข็งแรงประเทศก็แข็งแรง วันนี้ทุกองคาพยพของรัฐบาล จะขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาพัฒนาเศรษฐกิจให้สูงขึ้น กำลังซื้อจะได้สูงขึ้น วงจรเศรษฐกิจจะดีขึ้น เป็นผลดีกับทั้งประเทศ วันนี้ความร่วมมือของทุกส่วนไม่มีปัญหา เราจะขับเคลื่อนไปด้วยกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันให้คนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด จากการทุ่มเททำงานให้กับพวกท่านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมือนที่ท่านนายกฯให้คำมั่นไว้กับพี่น้องประชาชน” นายภูมิธรรม กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ราคาปุ๋ย #กระทรวงพาณิชย์




วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566

เบิกตัว "เก็ท โสภณ" จากเรือนจำ ฟังคำพิพากษา คดี ม.112 เหตุปราศรัย #ฟื้นฝอยหาตะเข็บใครฆ่าพระเจ้าตาก เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 65 โดยศาลอาญาธนบุรี สั่งจำคุก 3 ปี

 


เบิกตัว "เก็ท โสภณ" จากเรือนจำ ฟังคำพิพากษา คดี ม.112 เหตุปราศรัย #ฟื้นฝอยหาตะเข็บใครฆ่าพระเจ้าตาก เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 65 โดยศาลอาญาธนบุรี สั่งจำคุก 3 ปี

 

ตามที่วันนี้(27 ธันวาคม 2566) เวลา 09.00 น. ศาลอาญาธนบุรีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และ “โจเซฟ” (นามสมมติ) ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จากกรณีร่วมปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2565 บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่

 

สำหรับคดีนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า มีจำเลย 3 คน ได้แก่ โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือ เก็ท จำเลยที่ 1, โจเซฟ (นามสมมติ) จำเลยที่ 2 และมิ้นท์ (นามสมมติ) นักกิจกรรมกลุ่มนาดสินปฏิวัติ จำเลยที่ 3 ปัจจุบันเหลือจำเลยเพียง 2 ราย คือ โสภณและโจเซฟ เนื่องจากมิ้นท์ได้ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมือง

 

คืบหน้าล่าสุด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานผ่าน X ระบุว่า ศาลอาญาธนบุรี พิพากษาจำคุก 3 ปี "เก็ท โสภณ" คดี มาตรา 112 เหตุปราศรัยในกิจกรรม #ฟื้นฝอยหาตะเข็บใครฆ่าพระเจ้าตาก เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 65 โดยเห็นว่าคำปราศรัยทำให้กษัตริย์ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

 

โดยให้ยกฟ้อง "โจเซฟ" ในข้อหา มาตรา 112 พร้อมกับลงโทษปรับทั้งสองคนข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงคนละ 200 บาท

 

ศูนย์ทนายฯ ยังรายงานด้วยว่าในวันนี้ 'เก็ท' ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาฟังคำพิพากษา โดยเขายังคงมีตรวนหรือกุญแจเท้า ล่ามข้อเท้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน และ 'เก็ท' ปฎิเสธที่จะจ่ายค่าปรับและขอประกันตัวในคดีนี้ ส่วนโจเซฟได้จ่ายค่าปรับแล้ว

 

สำหรับ “เก็ท” โสภณ ขณะนี้ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2566 หลังศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในคดีมาตรา 112 จำคุก 3 ปี 6 เดือน จากกรณีที่ถูกฟ้องจากคำปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #เก็ทโสภณ

นายกฯ กำชับแก้ปัญหายาเสพติดตามแผนเร่งด่วน 1 ปี ย้ำทุกฝ่ายต้องร่วมมือ ปลุกชุมชนเข้มแข็ง เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย สกัดกั้นปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยึดทรัพย์

 


นายกฯ กำชับแก้ปัญหายาเสพติดตามแผนเร่งด่วน 1 ปี ย้ำทุกฝ่ายต้องร่วมมือ ปลุกชุมชนเข้มแข็ง เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย สกัดกั้นปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยึดทรัพย์


เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566 เวลา 13.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดปฏิบัติการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติด ระยะ 1 ปี ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ส. หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วมรับนโยบายรวมกว่า 500 คน และพลเรือน ตำรวจ ทหาร รับชมผ่านระบบ Zoom 2,524 ช่องภาพ รวมกว่า 25,000 คน


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดปฏิบัติการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติด ระยะ 1 ปี และปฏิบัติการเผาทำลายยาเสพติดทั้งหมด เป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่บ่อนทำลายสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยรัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด และได้เริ่มปฏิบัติการ Quick Win ในการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน การจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ค้า จัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง และเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย เข้ารับการบำบัด ลดความรุนแรงจากปัญหาจิตเวชจากยาเสพติด พร้อมกล่าวยอมรับว่า ปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน ยังคงมีความรุนแรง ประชาชนยังคงมีข้อกังวลจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากความห่วงในใยลูกหลาน ตนเองได้รับข้อร้องเรียนมาโดยตลอด ในระหว่างการลงพื้นที่ไปในหลายจังหวัดในช่วงที่ผ่านมา ได้เห็นแววตาของพ่อแม่ที่มีลูกหลานติดยาเสพติด ได้ฟังเรื่องร้อนใจซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าเศร้าใจ ขอให้เอาจริง เอาจัง ช่วยเหลือลูกหลานของพวกเค้า ของพวกเรา ของพวกท่าน ให้พ้นจากยาเสพติดให้ได้


นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า การจัดการยาเสพติด ต้องเริ่มที่แหล่งต้นตอ ซึ่งมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดใน หลายจังหวัดชายแดนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเริ่มเคลื่อนย้ายมาทางตะวันตกด้าน จ.ตาก จ.กาญจนบุรี หรือ จ.ระนอง รวมทั้ง และต้องมีการจัดการที่จุดระบาด ซึ่งมีหลายจังหวัดที่น่าเป็นห่วง ทั้งในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดปริมณฑล จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลา ที่ประเทศเพื่อนบ้านเรากำลังประสบปัญหา สงครามกลางเมืองภายในประเทศ เป็นเหตุให้การผลิตยาเสพติดเพื่อนำมาซึ้งการส่งออกยาเสพติดจำนวนมาก เป็นเงินทุนในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในการดำเนินการทางการเมือง สถานการณ์ที่กล่าวมานั้น เป็นเหตุทำให้ยาเสพติดมีการเพิ่มขึ้นและได้ทะลักเข้าสู่ตามพื้นที่ตะเข็บชายแดนเยอะมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัญหาทางด้านจิตเวชจากยาเสพติดแทบทุกจังหวัด


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการ อย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยให้เร่งลดความรุนแรงจากภัยยาเสพติดอย่างจริงจังตาม ตามแผนปฏิบัติการฯ ที่อนุมัติไปแล้ว และได้เริ่มปฏิบัติการไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสกัดกั้น ยาเสพติดตามแนวชายแดน การจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ค้า จัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง และเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย เข้ารับการบำบัด ลดความรุนแรงจากปัญหาจิตเวชจากยาเสพติดโดย เน้นหนัก 30 จังหวัดเป็นเป้าหมายแรก นอกจากนี้ยังมีการเผาทำลายยาเสพติดของกลางมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 340 ตัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนทั้งประเทศ ว่าลูกหลานขอทุกคน จะไม่ถูกยาเสพติดกัดกินอีกต่อไป


นายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบาย 10 ข้อ ในการลดปัญหายาเสพติด คือ


1. ลดความรุนแรงจากปัญหาผู้ที่มีอาการจิตเวชจากยาเสพติด

2. ลดจำนวนผู้เสพยาเสพติดด้วยการบำบัดรักษาและต่อยอดการแก้ไขปัญหาผู้ผ่านการบำบัดอย่างครบวงจร

3. ดำเนินนโยบายร่วมมือกับต่างประเทศเชิงรุก และเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน

4. ยกระดับการปราบปรามทำลายโครงสร้างเครือข่าย/กลุ่มการค้ายาเสพติด ด้วยการตัดวงจรทางการเงินและการริบทรัพย์สิน

5. ป้องกันยาเสพติดไม่ให้เกิดผู้เสพยาเสพติดรายใหม่

6. ปลุกประชาชนให้ตื่นตัวและเข้าร่วมการแก้ไขปัญหายาเสพติด

7. สร้างนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดใหม่ ๆ

8. กำหนดเป้าหมาย และ KPI ลดปัญหายาเสพติดภายใน 4 ปี

9. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกำลังสำคัญยิ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในครั้งนี้

10. การบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพ ผนึกกำลังร่วมกันประสานงาน


จากความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลและทุกภาคส่วน จะมีผลทำให้ปัญหายาเสพติดลดความรุนแรงลงตามเป้าหมาย ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย คืนลูกหลานให้กับครอบครัว ทำให้ผู้เสพ กลายเป็นผู้ป่วย ทำให้ชุมชนปลอดจาก ปัญหายาเสพติด ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์สูงสุดของรัฐบาล และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ” นายกรัฐมนตรี ย้ำ


ที่มา https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76657


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยาเสพติด





ทนายยิ่งลักษณ์ แจงยิบคำพิพากษาศาลฎีกายกฟ้อง ปมย้าย “ถวิล” โดยมิชอบ ย้ำไม่ได้เอื้อประโยชน์ “เพรียวพันธ์” นั่ง ผบ.ตร. จ่อรายงานผล ยิ่งลักษณ์ หลังหมายจับเพิกถอนแล้ว

 


ทนายยิ่งลักษณ์ แจงยิบคำพิพากษาศาลฎีกายกฟ้อง ปมย้าย “ถวิล” โดยมิชอบ ย้ำไม่ได้เอื้อประโยชน์ “เพรียวพันธ์” นั่ง ผบ.ตร. จ่อรายงานผล ยิ่งลักษณ์ หลังหมายจับเพิกถอนแล้ว


เมื่อวานนี้ (26 ธันวาคม 2566) ที่ศาลฎีกา นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังศาลฎีกาแผนคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ว่า ต้องขอขอบคุณศาล และองค์คณะทุกท่านที่มีผลการพิพากษาออกมาว่า “ยกฟ้อง” นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งสาระสำคัญคือ การเป็นนายกรัฐมนตรี คือผู้บัญชาสูงสุดของข้าราชการทั้งหมด การโยกย้ายก็เป็นไปตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2547 ก็สามารถกระทำได้


ประเด็นที่ 2 การกระทำผิดตามอาญา ต้องอาศัยเจตนาเป็นสำคัญ ตามมาตรา 59 ซึ่งเรื่องนี้ในทางไต่สวนปรากฎว่าไม่มีพยานหลักฐานใดๆ ที่ท่านมีเจตนาพิเศษที่จะไปกลั่นแกล้งนายถวิล


ประเด็นที่ 3 คำพิพากษาของทั้ง 2 ศาล ศาลปกครองว่าด้วยเรื่องการโอนย้ายโดยมิชอบตามขั้นตอน ส่วนศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพ้นการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ไม่มีเรื่องการกระทำผิดทางอาญา จึงไม่อาจนำคำพิพากษาทั้ง 2 ศาลมาฟังว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำผิดในทางอาญา


ด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กล่าวว่า เป็นประเด็นสำคัญในทางกฎหมาย ในการวินิจฉัยของศาลฎีการับฟังการไต่สวนหลักฐานที่ได้จากทาง ป.ป.ช. และพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนว่า กรณีทั้ง 2 ศาล ถือว่าเป็นคนละประเด็นในการที่จะนำมารับฟังให้เป็นที่ยุติว่าการกระทำของจำเลยในคดีนี้ โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาหรือไม่ เพราะศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อนว่ากระทำความผิด โดยเฉพาะ 3 ประเด็นใหญ่ๆ ที่ได้เรียนไปแล้วว่า การกระทำที่ผิดทางอาญา ทั้ง 2 ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย


ทั้งนี้ พยานบุคคล ในส่วนของฝ่ายโจทก์ โดยเฉพาะพยานของ ป.ป.ช. ที่มีการไต่สวน ที่เป็นเจ้าหน้าที่ข้าราชการประจำ อย่างน้อย 2 ปาก ว่าการกระทำดังกล่าวของการโอนย้ายนายถวิล เป็นการกระทำที่เป็นปกติ แม้จะมีระยะเวลา 4 วัน แต่ก็ไม่ได้มีพิรุธในการจะไปเร่งด่วน หรือรีบเร่งอะไร


ส่วนประเด็นที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีส่วนในการแทรกแซง สั่งการ ทนายความ นส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่าไม่มีพยานใดยืนยันชัดเจนว่า นส.ยิ่งลักษณ์ ได้ไปแทรกแซง สอดรับกับพยานฝ่ายบุคคลที่นำไปไต่สวนต่อศาล ก็คือ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกฯ และน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้ง 2 ปากก็ยืนยันว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีการสั่งการ และการดำเนินการโยกย้ายนายถวิล เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่จะมีการสมัครใจหรือโอนย้าย พล.ต.อ.วิเชียร 22 วัน ไม่มีความเชื่อมโยงกัน มันห่างกันและมีการสิ้นสุดไปเป็นแต่ละคนไป


การที่หลายคนตั้งข้อกล่าวหาและนำไปสู่การฟ้องคดีนี้คือ ไปเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติได้เป็น ผบ.ตร. คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ศาลก็ฟังว่าไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่ามีการเชื่อมโยงอย่างชัดเจน เนื่องจากการโอน นายถวิล ก็ไม่เกี่ยวข้อง หรือเป็นที่มาของการสมัครของ พล.ต.อ.วิเชียร และก็ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ ได้มีมติในที่ประชุมแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ แต่อย่างใด ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่ศาลมองว่า ไม่มีการกระทำแล้ว ยังไม่มีเจตนาพิเศษด้วย


เมื่อถามว่า หากทางอัยการจะอุทธรณ์ มีแนวทางยังไง นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ดูประเด็นที่เขาจะอุทธรณ์ก่อน แล้วก็จะดำเนินตามขั้นตอน ถ้ามีการอุทธรณ์ ซึ่ง ทนายวิญญัติ เสริมว่า การจะอุทธรณ์ก็ต้องมีมติของศาลว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ มตินั้นก็คือมติของศาลที่ประชุมใหญ่ ว่ามีสาระสำคัญหรือประเด็นที่จะอุทธรณ์ได้หรือไม่ ถ้าหากศาลไม่รับอุทธรณ์ หรืออุทธรณ์ไม่ได้ คำวินิจฉัยในวันนี้ก็ถือว่าสิ้นสุดแล้ว พิพากษาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีความผิด


นายนรวิชญ์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้คุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาก่อน และหลังจากนี้คงต้องรายงานผลให้ทราบต่อไป ตอนนี้หมายจับเพิกถอนไปแล้ว ในตัวรายงานก็ระบุว่าเพิกถอนไปแล้ว เท่ากับว่าในคดีนี้ไม่มีหมายจับแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยิ่งลักษณ์ชินวัตร #ถวิลเปลี่ยนศรี

วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566

“พริษฐ์” ย้ำคำถามประชามติควร “เปิดกว้าง” ไม่ยัดไส้เงื่อนไข-มัดมือชกประชาชน ขอ ครม.ทบทวนคำถามประชามติ เพื่อเพิ่มแนวร่วมและโอกาสในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ

 


พริษฐ์” ย้ำคำถามประชามติควร “เปิดกว้าง” ไม่ยัดไส้เงื่อนไข-มัดมือชกประชาชน ขอ ครม.ทบทวนคำถามประชามติ เพื่อเพิ่มแนวร่วมและโอกาสในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ

 

วันที่ 25 ธันวาคม 2566 จากกรณีที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ ของรัฐบาลได้ออกมาแถลงข่าว และสรุปว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเดินหน้าในการจัดทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยประชามติครั้งแรก (จากทั้งหมด 3 ครั้ง) จะเป็นการถาม 1 คำถามว่า

 

ท่านเห็นชอบหรือไม่ ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”

 

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า แม้การแถลงวันนี้ทำให้เราเห็นความชัดเจนมากขึ้นเรื่องขั้นตอนและกรอบเวลาที่รัฐบาลจะดำเนินการ แต่คำถามที่คณะกรรมการออกแบบมาสำหรับการทำประชามติครั้งแรก เป็นคำถามที่น่ากังวลและมีความเสี่ยงจะกระทบต่อความเป็นไปได้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

ในมุมมองของพริษฐ์และพรรคก้าวไกล คำถามหลักในประชามติควรเป็นคำถามที่ถามถึงทิศทางภาพรวมและเปิดกว้างที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนที่แม้เห็นต่างกันในรายละเอียด แต่เห็นตรงกันว่าควรมีจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สามารถเห็นร่วมกันได้มากที่สุด

 

แต่คำถามที่คณะกรรมการเคาะมาในวันนี้กลับเป็นคำถามที่ไม่เปิดกว้าง แต่ไป “ยัดไส้” เงื่อนไขหรือรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้ประชาชนบางคนอาจเห็นด้วยกับบางส่วนของคำถาม แต่ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วนของคำถาม ซึ่งเสี่ยงจะนำไปสู่การกีดกันแนวร่วมบางส่วนออกจากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

เช่น หากประชาชนเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับการล็อกเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 ประชาชนที่มีความคิดดังกล่าวจะมีความลำบากใจในการตัดสินใจว่าจะลงคะแนนว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ”

 

กล่าวคือ ถ้าลงว่า “ไม่เห็นชอบ” ก็เท่ากับว่าคะแนนของเขาจะถูกรวมกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ประชามติจะ “ไม่ผ่าน” และนำไปสู่การปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าลงว่า “เห็นชอบ” ก็เท่ากับว่าเขาถูก “มัดมือชก” ไปกับเงื่อนไขเรื่องการล็อกเนื้อหาในหมวด 1 และ หมวด 2 ที่ตัวเขาเองไม่ได้เห็นด้วย

 

หากรัฐบาลยังคงต้องการให้มีเงื่อนไขเรื่องการล็อกเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 ก็ควรแยกประเด็นดังกล่าวออกมาถามเป็นคำถามรอง แทนที่จะไป “ยัดไส้” อยู่ในคำถามหลัก เช่น

 

คำถามหลัก: “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

 

คำถามรอง: “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่าในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ควรมีการแก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”

 

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ความจริงแล้ว ข้อกังวลที่เรามีต่อคำถามประชามติของคณะกรรมการฯ เป็นข้อกังวลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่าแต่ละคนมีจุดยืนอย่างไรเกี่ยวกับการแก้ไข หมวด 1 และ หมวด 2 แต่เป็นข้อกังวลที่ยึดอยู่บนหลักการว่า คำถามหลักในประชามติควรเปิดกว้าง และไม่ยัดไส้เงื่อนไขหรือมัดมือชกประชาชน ไม่ว่าจะในเรื่องใด ๆ ก็ตาม

 

ดังนั้น หาก ครม.อยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สำเร็จ พริษฐ์จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ครม.จะพิจารณาถึงข้อกังวลดังกล่าว และทบทวนคำถามประชามติให้เป็นคำถามที่มีลักษณะที่เปิดกว้าง และสามารถสร้างความเห็นร่วมให้ได้มากที่สุดในหมู่ประชาชนที่อยากเห็นประเทศเรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

ทั้งนี้ ในแง่ของการล็อกไม่ให้มีการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พริษฐ์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า มีส่วนมาจาก “ความกังวลโดยไม่จำเป็น” ของรัฐบาล ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ

 

1) การแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 ไม่สามารถกระทบหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้แน่นอน เพราะมาตรา 255 ได้กำหนดชัดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดหรือมาตราใด ๆ ก็ตาม จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

 

2) การแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยปกติเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเนื้อหาในหมวด 1 และ หมวด 2 ก็มีการปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอด จากรัฐธรรมนูญ 2540 มาสู่รัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญ 2560

 

3) การแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 เป็นสิ่งที่แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันก็อนุญาตให้ทำได้และไม่ได้ห้ามไว้ เพียงแต่มาตรา 256 (8) กำหนดว่าต้องมีการจัดทำประชามติ หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 หรือ หมวด 2 ผ่านความเห็นชอบ 3 วาระของรัฐสภา

 

ยิ่งไปกว่านั้น การล็อกไม่ให้มีการแก้ไข หมวด 1 และ หมวด 2 ยังอาจ “สร้างปัญหาใหม่โดยไม่จำเป็น” 2 ประการ คือ

 

1) ปัญหาเชิงกฎหมาย เนื่องจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญในแต่ละหมวดมีความสัมพันธ์กัน การยกร่างเกือบทุกหมวดโดยล็อกไม่ให้แก้ไขข้อความใด ๆ เลยใน 2 หมวดอาจนำไปสู่ปัญหาเชิงปฏิบัติในการเขียนกฎหมายได้ เช่น หากสมมติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการยกเลิกการมีอยู่ของวุฒิสภา มาตรา 12 ในหมวด 2 ที่ปัจจุบันเขียนว่า “องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น…” ก็ควรจะมีการตัดคำว่า “สมาชิกวุฒิสภา” ออกเพื่อให้สอดคล้องกับหมวดอื่นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การแก้ข้อความลักษณะนี้จะทำไม่ได้หากมีการล็อกเนื้อหาในหมวด 1 และ หมวด 2 ไว้

 

2) ปัญหาเชิงการเมือง หากประชาชนบางกลุ่มอยากปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนในหมวด 1 และหมวด 2 โดยที่การแก้ไขดังกล่าวไม่เป็นการกระทบรูปแบบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ การไปล็อกไม่ให้เขาแม้กระทั่งได้เสนอความเห็นด้วยเหตุและผลอย่างมีวุฒิภาวะในพื้นที่ที่ควรปลอดภัยอย่าง สสร. อาจทำให้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปัจจุบันมีความท้าทายมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่สามารถสะท้อนฉันทามติใหม่ของประชาชนทุกคนทุกชุดความคิดในสังคมเราได้อย่างแท้จริง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล #ประชามติ #รัฐธรรมนูญฉบับใหม่


“ภูมิธรรม” ขอบคุณสื่อ เป็นกระจกสะท้อนการทำงาน พอใจฉายา “รองกอง” มองนายกฯ แบ่งงานให้รองนายกฯ เหมาะสม - ส่วน ฉายา รบ. “แกงส้มผลักรวม” ชอบทานแกงส้มอยู่แล้วอาจเป็นมิชลิน รับ การเมืองวิกฤตทำให้ต้องเป็นรัฐบาลผสม

 


“ภูมิธรรม” ขอบคุณสื่อ เป็นกระจกสะท้อนการทำงาน พอใจฉายา “รองกอง” มองนายกฯ แบ่งงานให้รองนายกฯ เหมาะสม - ส่วน ฉายา รบ. “แกงส้มผลักรวม” ชอบทานแกงส้มอยู่แล้วอาจเป็นมิชลิน รับ การเมืองวิกฤตทำให้ต้องเป็นรัฐบาลผสม


วันนี้ (26 ธันวาคม 2566) ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเข้าประชุมครม. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่ตั้งฉายาให้กับตนว่า “รองกอง” พร้อมระบุว่า รองนายกรัฐมนตรีทุกคนได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน อยู่ที่ว่าเป็นงานด้านใด ซึ่งในคณะรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแกนนำมีเสียงมากที่สุดก็ได้แบ่งงานตามสัดส่วน ซึ่งในการแบ่งงานนายกรัฐมนตรีบอกว่าให้ลองทำไปก่อนแล้วคิดว่ามีส่วนไหนที่จะเหมาะสมมากที่สุด ทั้งนี้ก่อนที่ฉายาจะออกมาก็มีโอกาสแบ่งงานให้ทุกส่วนด้วย


ขณะเดียวกันยังกล่าวของคุณสื่อมวลชนที่ให้กำลังใจให้การทำงาน พร้อมมองว่าสื่อเป็นกระจกสะท้อน ที่เห็นและบอกว่ารู้สึกอย่างไร สำหรับรัฐมนตรีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการตั้งฉายา หน้าที่อย่างเดียวคือต้องไปตรวจสอบตัวเอง เช่น ตนเป็นรองกองก็ต้องไปนั่งคิดว่าเรากองอะไรไว้บ้าง ความหมายคืออะไร  เป็นกระจกสะท้อนปรับปรุงให้ตัวเองทำงานได้ดีขึ้น อันไหนที่ตรงก็รับไปจัดการ อันไหนไม่ตรงก็เป็นข้อพึงสังวร ว่าอย่างน้อยก็ยังมีบางส่วนที่มองเราแบบนี้


ส่วนฉายาสรัฐบาล แกงส้ม “ผลัก” รวม นั้น ภูมิธรรม บอกว่าจริง ๆ แกงส้มผักรวมอร่อย และตนก็ชอบทาน ซึ่งนายภูมิธรรมเข้าใจตัวสะกดผิดจึงบอกว่ายิ่งเอาผักหลายชนิดมารวมกันยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก่อนยอมรับว่าเป็นเสียงสะท้อนได้ตรงส่วนหนึ่ง เพราะเราเป็นรัฐบาลผสม พร้อมยังบอกว่าแกงส้มผักรวมอาจติดระดับมิชลินได้ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนพยามสื่อสารว่าฉายาที่ตั้งนั้นคำว่าผลัก ไม่ใช่คำว่าผัก ก่อนอธิบายเพิ่มเติมถึงความหมายคือการผลักให้พรรคก้าวไกลออกจากการจัดตั้งรัฐบาล แล้วพรรคเพื่อไทยและพรรคขั้วรัฐบาลเดิมก็มาอยู่รวมกัน ซึ่งนายภูมิธรรม กล่าวต่อว่าที่สำคัญที่พวกเรามาทำงานร่วมกัน ผ่านสภาพปัญหาที่เป็นวิกฤตของประเทศมาด้วยกัน และเราช่วยให้ผลักดันตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ทำงานด้วยกันแบบไม่มีปัญหา วันนี้ยืนยันตามที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า 314 เสียง มีความมั่นคง ไม่มีวอกแวกมีแต่จะช่วยกันทำงานให้หนักขึ้น เพราะนายกรัฐมนตรีขยัน สื่อมวลชนเองก็ไม่ได้พักต้องวิ่งตามนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีก็ต้องทำงานให้เต็มที่ ก่อนย้ำไม่มีผลัก มีแต่ผักรวมกัน ทั้งนี้ในช่วงหลังให้สัมภาษณ์ นายภูมิธรรม ยังกล่าวติดตลกว่า “โอ้ว โดนแต่เช้าเลย”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ฉายารัฐบาล #ฉายารัฐมตรี #สื่อทำเนียบ

สื่อทำเนียบตั้งฉายารัฐบาล “แกงส้มผลักรวม”

 


สื่อทำเนียบตั้งฉายารัฐบาล “แกงส้มผลักรวม”


วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล โดยปราศจากอคติ ได้มีมติร่วมกันตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และวาทะแห่งปี ประจำปี 2566 ดังนี้


ฉายารัฐบาล "แกงส้มผลักรวม"


"แกง" คือคำสแลงที่ใช้แทนความหมายว่าแกล้ง "ส้ม" คือสีของพรรคก้าวไกล ส่วนคำว่า "ผลักรวม" ล้อมาจากคำว่าผักรวม เมนูแกงส้มยอดนิยมประเภทหนึ่ง เมื่อรวมกันแล้วนิยามความหมายในทางการเมืองสะท้อนกระแสสังคม มองพรรคก้าวไกลถูกกลั่นแกล้ง MOU ถูกฉีก และถูกผลักออกจากการร่วมรัฐบาล ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย และข้ออ้างทางการเมือง ส้มจึงหล่นใส่พรรคอันดับรอง กลืนน้ำลายจัดตั้งรัฐบาลมีลุงก็ไม่เป็นไร โดยให้เหตุผลเพื่อความสมานฉันท์ ทำเอาแฟนคลับผู้รักประชาธิปไตยถึงกับหัวใจสลาย ก่อเกิดวาทกรรมตระบัดสัตย์ ดังนั้น แกงส้มผลักรวม จึงใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองของการจัดตั้งรัฐบาลที่ว่า "ชนะเลือกตั้ง แต่แพ้จัดตั้ง" ได้เป็นอย่างดี


ฉายา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "เซลส์แมนสแตนด์ชิน"


นับแต่เศรษฐีที่ชื่อ "เศรษฐา" เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เดินหน้าทำงานทันที โดยเฉพาะการหารายได้เข้าประเทศ ต้องยอมรับในความมุ่งมั่นตั้งใจ คิดเร็วทำไว เดินสายพกประเทศไทยใส่กระเป๋าไปโรดโชว์จีบนักลงทุนทั่วโลก ประกาศตัวเป็นเซลส์แมนเต็มรูปแบบ แต่ในทางการเมือง ยังถูกมองว่าไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เงาของคนในตระกูลชินวัตร ยังปกคลุม เปรียบเสมือนตัวแสดงแทนหรือสแตนด์อิน เพราะเคยหลุดปากขณะออกงานพร้อม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวสุดที่รักของนายใหญ่ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยเช่นกันว่า "นายกฯ คนไหน มีนายกฯ 2 คน" อีกทั้งหลายนโยบายก็ถูกวิจารณ์ว่าต่อยอดมาจากนโยบายเดิมของรัฐบาล นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


ฉายา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ "รองกอง"


รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 คนที่นายกรัฐมนตรีต้องเชื่อใจ และปล่อยให้ดูแลทุกอย่างเมื่อต้องออกไปเดินสายขายของในต่างประเทศ ต้องรับเละทุกงานในมิติการเมือง และถูกโยนให้รับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลักหลายเรื่องที่นายกฯ หลายยุคหลายสมัยต้องนั่งหัวโต๊ะ กลับกลายเป็นการประชุมครั้งแรกของรัฐบาลนี้ รองนายกฯ ที่ชื่อ "ภูมิธรรม" ต้องทำหน้าที่แทน นับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาประมง กลุ่มพีมูฟ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ EEC หรือแม้แต่ช่วงวิกฤตินาทีชีวิตแรงงานไทยในอิสราเอล ประชุมนัดแรกก็ยังเป็น "ท่านรอง ภูมิธรรม" ไหนจะงานหลักในกระทรวง ปัญหาของแพง ราคาอ้อย น้ำตาล อีรุงตุงนัง กองสุมอยู่รอบตัว เหมือนลองกอง ผลดก พวงยาว กิ่งใหญ่


ฉายา นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม "พลิกทินสู่ดาว"


ได้ยินแทบไม่เชื่อหู ใครเห็นเป็นต้องขยี้ตา เมื่อพลเมืองเต็มขั้นเคยรับเงินเดือนครู หลงใหลในดนตรีหมอลำ ผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมือง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกองทัพ นอกจากนามสกุล "คลังแสง" ขนาดเจ้าตัวยังไม่เคยนึกฝันว่าชีวิตนี้จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ด้วยบุคลิกสุภาพ ใจเย็น มืออ่อน และลีลาร้องรำน่าเอ็นดู จึงเข้าได้กับทหารทุกกรมกอง พลิกชีวิตลูกอีสาน สู่ดาวเจิดจรัสเฉิดฉาย ท่ามกลางเหล่าทัพได้อย่างแนบเนียน


ฉายา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม "ทวี สอดไส้"


ยิ่งกว่านอนมาสำหรับตำแหน่งเจ้ากระทรวงยุติธรรม เต็งหนึ่งชื่อเดียวแบบไร้คู่แข่งมาตั้งแต่ต้น สะท้อนความไว้วางใจจากนายใหญ่แค่ไหน คงไม่ต้องพูดถึง แม้จะไม่โดดเด่นในการบริหารราชการช่วง 3 เดือนแรก แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นเอื้อประโยชน์ให้กับ นายทักษิณ หลังเดินทางกลับมารับโทษ ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้ไม่ต้องนอนคุกแม้แต่คืนเดียว เผือกร้อนแค่ไหนคงไม่ต้องถาม มือพองแค่ไหนก็ต้องถือ กว่านายทักษิณจะออกจากคุก ต้องถูกจ้องถล่มอีกมากแค่ไหน คงไม่ต้องเดา


ฉายา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย "มาเฟียละเหี่ยใจ"


นักการเมืองชื่อดังแห่งจังหวัดอุทัยธานี ประวัติโลดโผน ภาพจำพัวพันวงการนักเลง ถูกประทับตรามาเฟีย ผู้คนยกสถานะให้เป็นผู้ทรงอิทธิพล แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธมาโดยตลอด พร้อมให้คำจำกัดความตัวเองไว้ว่า "ความดีพอสมควร ความชั่วพอประมาณ สันดานพอคบได้" หน้าที่การงานในตำแหน่งรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ เป็นโต้โผปราบปรามผู้มีอิทธิพลจนฮือฮากันทั้งประเทศ แต่ยังไม่ทันได้สร้างผลงาน ลูกเขยก็สร้างเรื่องก่อน ถูกเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) จับกุมในข้อหาเรียกรับสินบนจากผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการระบบประปาหมู่บ้านแบบบาดาล 2 โครงการ งานนี้เก้าอี้รัฐมนตรีร้อนระอุ เปิดแถลงข่าวภายใน 24 ชั่วโมง สั่งลูกเขยยื่นใบลาออกทันที ไม่ต้องรอสอบสวน ลั่น เป็นลูกเขยชาดาสปิริตต้องมากกว่าคนอื่น


วาทะแห่งปี "ผมจะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย"


นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2566 หลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเท ทำงานหนัก รับฟังเสียงของประชาชน นำความสามัคคีกลับคืนสู่คนในชาติ แต่ทำงานยังไม่ถึง 4 เดือน กลับขอลาพักผ่อนกับครอบครัวเป็นเวลา 4 วัน จนชาวโซเชียลอดแซวไม่ได้


อย่างไรก็ตามนักข่าวหลายคนที่คุ้นเคยและตามติดภารกิจของนายกฯ ต่างรู้ซึ้งเป็นอย่างดีถึงคำว่าทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แทบทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตามนายกฯ 3 เดือนเหมือน 3 ปี ให้สัมภาษณ์ทุกที่ที่มีโอกาส ถึงไม่เห็นหน้าก็มาทางโซเชียล ค่ำคืนไม่พักไม่ผ่อน โพสต์ประเด็นร้อนทันใจ ภูเก็ตก็แค่ปากซอย นักข่าวพิสูจน์แล้ว นายกฯ ทำได้จริง พร้อมสะท้อนปัญหาหลักของนายกฯ ที่มักบอกว่าเป็นคนพูดตรง คือการสื่อสารหลายครั้งนำภัยมาสู่ตน เมื่อขึ้นศักราชใหม่แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สื่อทำเนียบ