วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564

‘อานนท์’ วอนสังคมตั้งสติเรียกร้องให้รัฐไม่ใช้ความรุนแรง!!!

 


อานนท์วอนสังคมตั้งสติเรียกร้องให้รัฐไม่ใช้ความรุนแรง!!!


วานนี้ (23 มี.ค. 64) ที่เฟซบุ๊ค อานนท์ นำภา มีความเคลื่อนไหวโดยแสดงความคิดเห็นเรื่องรัฐใช้กระสุนยางในการปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา ดังมีข้อความว่า


ข้อความฝากจากเรือนจำ 23 มี.ค. 64


การใช้กระสุนยางถือเป็นสันติวิธีหรือไม่ ถ้าฝ่ายผู้ชุมนุมใช้บ้าง บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ที่พูดนั้นกำลังอยากให้สังคมตั้งสติว่า นอกจากเราจะเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมใช้สันติวิธีแล้ว เราต้องเรียกร้องให้รัฐไม่ใช้ความรุนแรงเช่นกัน เพราะรัฐเป็นคนที่กินภาษีจากประชาชน และได้รับความไว้วางใจให้ถืออาวุธมาดูแลประชาชน ไม่ใช่มาทำร้ายหรือเข่นฆ่าประชาชน


การใช้กระสุนยางเป็นความรุนแรงที่สังคมต้องออกมาประนามเจ้าหน้าที่รัฐ อย่าให้บ้านเมืองของเราเดินไปถึงจุดที่เราไม่อยากให้ไปถึง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องช่วยกันเตือนสติผู้มีอำนาจ ส่วนผู้ชุมนุมต้องคอยเตือนและดูแลกันและกัน อย่าหลงกลการยั่วยุจากรัฐ ยึดมั่นในสันติวิธีให้ถึงที่สุด


เชื่อมันและศรัทธา

แดน 2 ห้อง 7 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร


#ปล่อยเพื่อนเรา #ยกเลิก112

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

Cr. ภาพจาก TLHR

หลังอดอาหารเป็นวันที่ 8 'เพนกวิน' ยกระดับการอดอาหาร!!!

 



วานนี้ (23 มี.ค. 64) ที่เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้โพสต์ข้อความคืบหน้า ภายหลังที่ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ได้ประกาศอดอาหารเป็นวันที่ 8 โดยมีใจความว่า

 

[อัพเดต] เพนกวิน ยกระดับการอดอาหาร (ดื่มแต่น้ำเปล่าและเกลือแร่) หลังอดอาหารวันที่ 8

 

หลังเพนกวินถูกย้ายมายังสถานกักขังจังหวัดปทุมธานีแล้ว วันนี้ทนายก็ได้เข้าไปเยี่ยมเหมือนเช่นเคย เพนกวินร่างกายมีอาการอ่อนเพลีย จะพูดจาก็เหนื่อยอ่อน แต่เพนกวินก็ยังยืนยันว่า ตนจะยกระดับการอดอาหารประท้วงโดยจะดื่มแต่น้ำเปล่าและเกลือแร่เท่านั้น ทั้งนี้ เพนกวินยังฝากทนายนำจดหมายที่เขียนถึงเพื่อนอุดมการณ์ทุกคนมาเผยแพร่

 

จดหมายจากเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์

ถึง พ่อแม่พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย

 

ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ด้วยหนึ่งสมองและสองมือของพี่น้องราษฎรทุกคน เราได้ทำลายหลังคาที่ปิดบังไม่ให้เราได้เห็นฟากฟ้าจนพังทลายและเมื่อเพดานหลังคาเปิดกว้างจนเราได้เห็นฟ้า เราจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วฟ้าไม่ได้สูงอย่างที่เราคิด หากต่ำเสียจนคนบนดินต้องมอบราบกราบก้มตลอดเวลาเพราะฟ้าไม่สูงพอจะมีที่ให้คนยืนหลังตรงได้

 

เมื่อแสงสว่างได้ส่องมาแล้ว ความมืดมิดก็ไม่อาจจะปิดตาคนได้อีก เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เผด็จการศักดินาก็ไม่อาจจะยืนอยู่บนหัวคนได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเผด็จการศักดินารู้ตัวเองว่าเหลือวันเวลาไม่มากนัก จึงใช้ทุกวิถีทางเพื่อยืดอายุขัยของตัวเองไปให้ได้ยาวนานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรา 112 พร่ำเพรื่อ การใช้ศาลแบบไม่อายฟ้าอายดิน และการใช้ความรุนแรงกับประชาชนแบบไม่สนใจโลก ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นพิษร้ายที่กร่อนทำลายเผด็จการศักดินาให้สูญสิ้นลงไปภายหลัง เป็นเครื่องรับประกันว่าความล่มสลายของเผด็จการศักดินานั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และการต่อสู้ของประชาชนได้มาถึงจุดที่ไม่มีคำว่าแพ้เหลือแต่ชัยชนะที่เห็นอยู่เบื้องหน้าและจะต้องเดินไปให้ถึงเพียงเท่านั้น

 

ขอให้ทุกคนตั้งตามองตรงไปยังเป้าหมาย ไม่หลงเลือนอุดมการณ์ที่เรามีร่วมกัน จับมือและกอดคอกันให้มั่น ฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกันจนถึงวันที่ฝันของเรา ฝันที่วีรชนประชาธิปไตยหลายต่อหลายรุ่นได้ฝันมาอย่างต่อเนื่องจะเป็นจริง ผมยังคงต่อสู้อยู่ข้างในคู่ขนานไปกับพี่น้องที่ต่อสู้ข้างนอก เมื่อถึงวันนั้น วันที่ประเทศไทยไม่มีปรสิตสิงสูบเลือดประชาชน วันที่ประเทศไทยจะไม่มีการรัฐประหาร วันที่ประเทศไทยจะไม่มีกฎหมายปิดปากประชาชน เราจะร่วมฉลองชัยชนะไปด้วยกัน หรือหากร่างกายผมไม่อาจอยู่ร่วมฉลองจิตวิญญาณของผมจะยังคงอยู่ยินดีเคียงข้างพี่น้องทุกคนตลอดกาล

 

ด้วยรักและภักดีต่อสถาบันประชาชน

ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ

พริษฐ์ ชิวารักษ์

 

#อดอาหารประท้วงวันที่8

#ปล่อยเพื่อนเรา

ธิดา ถาวรเศรษฐ : หยุดคุกคามปราบปรามนักศึกษาประชาชน!

 

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564

ศาลสั่งจำคุก 'เพนกวิน' 1 เดือน ข้อหาละเมิดศาล ประพฤติตัวไม่เหมาะสมในห้องพิจารณาคดี สารภาพเหลือ 15 วัน

 


ศาลสั่งจำคุก 'เพนกวิน' 1 เดือน ข้อหาละเมิดศาล ประพฤติตัวไม่เหมาะสมในห้องพิจารณาคดี สารภาพเหลือ 15 วัน

.

22 มี.ค. 64 เวลา 14.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาล ที่ผอ.สำนักอำนวยการประจำศาลอาญา  กล่าวหา นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน จำเลยคดี ม.112 และความผิดฐานชุมนุมโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีละเมิดอำนาจศาล

.

กรณีเมื่อวันที่ 15 มี.ค. เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญาได้นัดตรวจพยานหลักฐานคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่ท้องสนามหลวงวันที่ 19-20 ก.ย.63 และอัยการขอให้รวมสำนวนคดี  มีรายงานว่านายพริษฐ์ ปฏิบัติตัวไม่เรียบร้อยโต้ตอบผู้พิพากษาในขณะปฏิบัติหน้าที่ ขออ่านแถลงการณ์ แม้ถูกคัดค้านก็ไม่ยอมฟัง ยืนยันอ่านแถลงการณ์โดยลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ จนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายมีคนเขวี้ยงขวดน้ำลงพื้น โดยในวันนี้นายพริษฐ์ เดินทางมาศาลด้วยการนั่งรถเข็นวีลแชร์ มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 3-4 เป็นผู้พามาศาล และมีทีมพยาบาลจาก รพ.ราชทัณฑ์ 2 คน มาคอยดูแลอาการอันเนื่องมาจากการประท้วงอดข้าวอดอาหารมาหลายวันแล้ว โดยนายพริษฐ์ มีสีหน้าท่าทางอ่อนเพลีย ต้องคอยดมยาดมเป็นระยะ โดยมีพ่อแม่มาคอยให้กำลังใจในการไต่สวน

.

ศาลได้อ่านข้อกล่าวหาของ ผอ.ศาล ให้นายพริษฐ์ ฟังจนเป็นที่เข้าใจประกอบกับมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์วันเกิด เหตุในห้องพิจารณาคดี และได้สอบถามพริษฐ์ จะให้การว่าอย่างไร ซึ่งนายพริษฐ์ได้ขอเวลาระบายความอึดอัดใจไปพร้อมกับการแถลง โดยศาลอนุญาตให้นายพริษฐ์แถลงได้ภายในเวลา 5 นาที

.

เมื่อนายพริษฐ์ ลุกขึ้นยืนแถลงศาลเกี่ยวกับความอึดอัดที่ไม่ได้รับการประกันตัวใน 2 คดีที่ถูกฟ้อง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องคอยช่วยประคอง พร้อมแถลงด้วยวาจาว่า ตัวเองได้ถูกพรากอิสรภาพไปแล้ว เมื่อ 2,000 ปีก่อนหน้านี้ โซเครติส ถูกประหารชีวิตด้วยยาพิษ เพราะศาลเมืองเอเธนส์ บอกว่า โซเครติส มอมเมาคนรุ่นใหม่เป็นอาชญากรร้ายแรงทางความคิด ต่อมา กาลิเลโอ ก็ถูกกักขังจนตาย จากการเสนอทฤษฎีว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล จึงไม่อยากให้มีการทำผิดพลาด ซ้ำรอยประวัติศาสตร์โลก

 

อย่างไรก็ตามศาลได้ปรามนายพริษฐ์และขอให้แถลงให้ตรงประเด็นการไต่สวนวันนี้ซึ่งเป็นคดีละเมิดอำนาจศาล ถ้าแถลงไม่ตรงประเด็นศาลจะสั่งงดไต่สวน แต่นายพริษฐ์ อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีนี้ และแถลงด้วยวาจาต่อ

.

นายพริษฐ์ แถลงต่อว่า ตนเองถูกปฏิเสธสิทธิในการประกันตัว ทั้งที่ยังไม่ถูกตัดสินคดีใด ๆ โดยศาลให้เหตุผลว่ากลัวกลับไปกระทำผิดซ้ำ ทั้งที่ยังไม่มีการตัดสินว่าการกระทำของตนเองเป็นความผิดแต่อย่างใด ทั้งยังบอกว่าตนเองไม่ควรได้สิทธิประกันตัว เพราะไปเหยียบย่ำหัวใจคนไทย เท่ากับว่าศาลได้ตัดสินให้มีความผิดแล้ว จึงเป็นการขัด รัฐธรรมนูญ ผู้ที่ยังไม่ถูกพิพากษาถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องไม่ถูกปฏิบัติแบบนักโทษ ไม่คำนึงถึงการ ใช้ชีวิตของตนเอง ที่ยังเป็นนักศึกษา ไม่สามารถไปเล่าเรียนได้ตามปกติ ต้องเข้าห้องสมุดหาหนังสือวรรณกรรมชั้นเลิศอ่าน

.

ทั้งนี้ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดี ถ้าหากตนเองจะถูกลงโทษก็ไม่เสียใจ เพราะยังไงตอนนี้ก็ถูกคุมขังในเรือนจำอยู่แล้ว จากนั้นศาลได้สอบถามนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความว่าอยู่ในห้องพิจารณาวันเกิดเหตุด้วยหรือไม่ โดยนายกฤษฎางค์ ตอบว่า วันนั้นมีจำเลยที่ได้รับความเดือดร้อนหลายคนแย่งกันพูดหลายรอบหลายหน ในส่วนของนายเพนกวิน ไม่ได้เกลียดชังศาล แต่ต้องการอธิบายเหตุผล และความอึดอัดใจที่ไม่ได้รับประกันตัว

.

จากนั้นศาลได้เปิดภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพในห้องพิจารณาคดีขณะเกิดเหตุ แต่นายเพนกวิน ก้มหน้าเขียนจดหมาย โดยขอกระดาษจากผู้สื่อข่าวในห้อง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ตรวจสอบก่อนว่าเป็นกระดาษเปล่า จึงอนุญาตให้เพนกวินนำไปเขียน ก่อนยื่นให้กับทนายความจำนวน 3 แผ่น อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ขอตรวจสอบเนื้อหาในจดหมาย แต่ทนายความไม่อนุญาต เมื่อเปิดภาพกล้องวงจรปิดได้ราว ๆ 5 นาที ทนายความได้ไปปรึกษาคดีกับเพนกวิน จากนั้นทนายความได้แถลงต่อศาลบอกว่า นายเพนกวินยอมรับว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง แต่เกิดจากสิ่งอัดอั้นที่อยู่ในใจเรื่องไม่ได้รับการประกันตัว ภายหลังศาลไต่สวนเสร็จสิ้นแล้วโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ศาลจึงทำการปรึกษากันภายในองค์คณะ

.

เมื่อออกนอกห้องพิจารณาคดีผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายกฤษฎางค์ ทนายความบอกว่า จดหมายทั้ง 3 แผ่น นายเพนกวิน เขียนไว้ใช้เป็นหลักฐานในการยื่นอุทธรณ์คดีนี้ หากศาลมีคำสั่งลงโทษจำคุก จะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายใน 15 วัน จึงถือว่าเป็นหลักฐานในคดี ไม่สามารถให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ตรวจสอบได้

.

ต่อมาเวลา 16.30 น. ศาลได้อ่านคำสั่ง โดยพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบสำนวนการไต่สวนแล้วเห็นว่า นายพริษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหาได้พูดตอบโต้กับผู้พิพากษาในระหว่างพิจารณาและขออ่านคำแถลงการณ์ที่เตรียมมาผู้พิพากษาจึงได้อธิบายสิทธิของจำเลยและการประพฤติตนในห้องพิจารณาคดีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ แต่ผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันที่จะอ่านคำแถลงการณ์ที่เตรียมมา ผู้พิพากษาจึงไม่อนุญาต และออกข้อกำหนดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในห้องพิจารณาและสั่งให้ตำรวจศาลนำตัวผู้ถูกกล่าวหาออกไปจากห้องพิจารณา แต่มีเหตุการณ์ไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น ผู้พิพากษาจึงพักการพิจารณาชั่วคราว

.

ระหว่างนั้นผู้ถูกกล่าวหาได้ยืนขึ้นอ่านคำแถลงการณ์ และเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในห้องพิจารณาตามคำกล่าวหา การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการขัดขืน ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลและประพฤติตนไม่เรียบร้อย ในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และ มาตรา 180 จึงมีคำสั่งให้ลงโทษ จำคุกผู้ถูกกล่าวหามีกำหนด 1 เดือน

.

ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน เมื่อพิจารณาถึงอายุ การศึกษาอบรม สภาพความผิด และความรู้สำนึกในการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ประกอบกับโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้ถูกกล่าวหามีกำหนดไม่เกิน 3 เดือน และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกมีกำหนด 15 วัน นับแต่วันนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23  จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวนายพริษฐ์ กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

พลเมืองโต้กลับ นัดทำกิจกรรม "ยืนหยุดขัง" ถือป้าย "ปล่อยเพื่อนเรา" หน้าศาลฎีกา 112 นาที นับจากวันนี้จะทำทุกวัน

 


พลเมืองโต้กลับ นัดทำกิจกรรม "ยืนหยุดขัง" ถือป้าย "ปล่อยเพื่อนเรา" หน้าศาลฎีกา 112 นาที นับจากวันนี้จะทำทุกวัน


วันนี้ (22 มี.ค.64) สืบเนื่องจากกลุ่ม "พลเมืองโต้กลับ" นำโดยนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นัดหมายทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ "ยืน-หยุด-ขัง" หน้าศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน กรุงเทพฯ เวลา 17.00 น.วันนี้ โดยจะร่วมกันยืนหน้าศาลฎีกาเป็นเวลา 112 นาที เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องหาจากความผิดตามมาตรา 112 และกิจกรรมทางการเมืองที่เรียกร้องประชาธิปไตยทุกวัน โดยวันนี้เป็นวันแรก


บรรยากาศเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. มีประชาชนทยอยเดินทางมารวมตัวบริเวณประตู 3 ส่วนใหญ่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าโทนสีดำ  นอกจากนี้ "อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์" ศิลปินราษฎร ได้เล่นดนตรีรอการทำกิจกรรม และขณะที่กิจกรรม "ยืน หยุด ขัง" เริ่มขึ้นก็ได้เปิดเพลงเพื่อประชาธิปไตยคลอไปในบริเวณดังกล่าวด้วย


ในเวลาต่อมา 17.20 น. นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดานายสมาพันธ์ ศรีเทพ หรือน้องเฌอ ผู้ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 และนายบารมี ชัยรัตน์ จากสมัชชาคนจน เดินทางมาถึงบริเวณจัดกิจกรรมและร่วมกับมวลชนในกิจกรรม "ยืน-หยุด-ขัง"


ด้านนายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ออกมาเรียกร้องในครั้งนี้เนื่องจากการที่ศาลไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวให้ผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ถือว่าจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนจะได้รับ และหากไม่ได้รับการปล่อยตัวก็ไม่สามารถนำหลักฐานมาต่อสู้คดีได้ รวมทั้งผู้ต้องหาก็ยังไม่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดจริง จึงถือว่ายังไม่ได้กระทำความผิดจริง


อีกทั้งการที่ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว จึงมาเรียกร้องที่ศาลฎีกาที่มีอำนาจสูงสุดแทน โดยจะมายืนทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทุกวันจนกว่าแกนนำราษฎรจะได้รับการปล่อยตัวเป็นเวลา 112 นาที ตั้งแต่ 17.00 น.


ซึ่งกิจกรรมเป็นไปด้วยความสงบ และไม่มีการจัดการปราศรัย มีเพียงการยืนเฉย ๆ แสดงออกทางสัญลักษณ์


โดยผู้ร่วมกิจกรรมบางรายถือภาพกลุ่มต้องขัง ได้แก่ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่, นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์, นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง รวมทั้งป้ายข้อความ "ปล่อยเพื่อนเรา" เป็นต้น 


โดยกิจกรรมดำเนินมาถึง 18.52 น. ครบ 112 นาที ผู้ร่วมกิจกรรม "ยืน-หยุด-ขัง" ได้ชู 3  นิ้วพร้อมตะโกน ปล่อยเพื่อนเรา พร้อมกัน 3 ครั้ง


ซึ่งภายในอาคารศาลฎีกา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาล และพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลสถานที่อยู่ โดยไม่ได้มีกำลังตำรวจควบคุมฝูงชนมาเสริมแต่อย่างใด


ขณะที่ภายนอกอาคารศาลฎีกา มีตำรวจสายตรวจของ สน.ชนะสงคราม มาดูแลความปลอดภัยโดยรอบ ซึ่งกิจกรรมก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย


#ยูดีดีนิวส์ #UDDnews 

#ปล่อยเพื่อนเรา #พลเมืองโต้กลับ #ยกเลิก112 #ยืนหยุดขัง


ประมวลภาพ








‘จตุพร’ ขึ้นศาลคดีบ้านสี่เสาฯ สำนวนสอง ศาลนัดอัยการแจงกรณีสั่งฟ้องไม่ครบ-ขาดอายุความ 5 คน

 


จตุพรขึ้นศาลคดีบ้านสี่เสาฯ สำนวนสอง ศาลนัดอัยการแจงกรณีสั่งฟ้องไม่ครบ-ขาดอายุความ 5 คน

 

22 มี.ค. 64 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เดินทางมาตามนัดของศาลอาญา คดีชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ สำนวนที่ 2 

 

นายจตุพรกล่าวว่า “ผมมาในคดีบ้านสี่เสาฯ ในสำนวนที่สอง ซึ่งในวันนี้ศาลได้นัดให้อัยการได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีที่สั่งไม่ฟ้องปล่อยให้คดีขาดอายุความ 5 คน จากจำนวน 7 คนที่ยังเหลืออยู่ โดยข้อเท็จจริงผมได้แถลงต่อศาลว่ามีบุคคลจากจำนวน 7 คน อยู่ต่างประเทศเพียงแค่ 2 คน ซึ่งก็ต้องเป็นหน้าที่ของอัยการที่จะต้องทำตามขั้นตอน และอีก 5 คนเขาอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตอธิบดีศาลอาญา นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ท่านก็อยู่ที่บ้าน ไม่เคยหลบลี้หนีภัยไปที่ใดเลย แล้ววันนี้คดีก็ขาดอายุความไป 5 คน แล้วก็สั่งฟ้องในสำนวนที่ 2 เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น”

 

ซึ่งในทางปฏิบัติ คดีนี้เดิมทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งฟ้อง อัยการแผนกคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง ต่อมาตำรวจมีความเห็นแย้ง จึงให้อัยการสูงสุดในขณะนั้นคือนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งได้ชี้ขาดให้สั่งฟ้องทั้งจำนวน 15 คน และทั้ง 15 คน ไม่มีใครร้องขอให้มีการแยกสำนวนคดีเป็น 2 สำนวน แต่พนักงานอัยการได้แยกสำนวนแรกไป 7 คน และสำนวนที่ 2 อีก 8 คน ซึ่งต้องมีหน้าที่อย่างเดียวคือการสั่งฟ้องทั้งหมด นายจตุพรกล่าว

 

นายจตุพรกล่าวต่อว่า “ผมเห็นว่าการที่พนักงานอัยการได้ปล่อยให้ 5 คน ขาดอายุความ ผมไม่มีความประสงค์ให้ใครต้องถูกดำเนินคดีอะไร แต่ชี้ให้เห็นว่าบ้านเมืองก็ต้องมีหลักเหมือนกัน ผมถูกความอยุติธรรมต่างกรรมต่างวาระมากมาย ในวันนี้ทางศาลจึงให้อัยการมาชี้แจง ผมมีโอกาสเจอกับท่านอาจารย์มานิตย์ท่านก็ยืนยันว่าท่านไม่ได้ไปไหน และที่ผ่านมาท่านก็ยืนว่าถ้าอัยการฟ้องท่านวันไหน ท่านก็จะฟ้องกลับในวันนั้น” 

 

ผมไม่มีได้ความหวั่นวิตกว่าจะต้องไปติดคุก เพราะผ่านมาแล้วถึง 4 ครั้ง เพียงแต่การดำเนินคดีของพนักงานอัยการจะต้องมีความยุติธรรม มีความเสมอภาค มิฉะนั้นการเลือกจะดำเนินคดีกับใครก็เลือกตามความพึงพอใจ ทั้งที่มีคำสั่งฟ้องทั้ง 15 คน แต่ปรากฏว่าปล่อยให้คดีขาดอายุความถึง 5 คน นายจตุพรกล่าว

 

ผมเองก็ต้องร้องขอความเป็นธรรมจากศาลด้วย ผมถูกคำวินิจฉัยที่เป็นปัญหามาหลายครั้งตั้งแต่คดีทางแพ่งที่ระบุให้ไปชดใช้ค่าเสียหาย คำพิพากษาศาลฎีการะบุว่าผมพูดเหมือนอดีตนายกฯ ทักษิณ แต่ยกฟ้องนายกฯ ทักษิณ แต่สั่งให้นายจตุพรชดใช้เพราะนายจตุพรเป็นประธานนปช. ทั้งที่ผมไม่ได้เป็น ผมเป็นหลังจากนั้น 4 ปี อย่างนี้เป็นต้น

 

ก่อนจบคำให้สัมภาษณ์ นายจตุพรยืนยันว่า “คดีนี้ผมไม่ยอมให้พนักงานอัยการใช้วิธีการอย่างนี้กับผม ไม่ใช่เป็นการถ่วงรั้งเวลา ผมมีคดีอยู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ไม่ได้มีความวิตก แต่ว่านี่คือความอัปยศไม่ควรที่จะเกิดขึ้น เป็นการเลือกปฏิบัติ ขนาดพวกผมยังโดนขนาดนี้ แล้วประชาชนจะอยู่ในสภาพไหน วันนี้ก็หวังว่าศาลจะได้หาช่องทางออก เพราะว่า 5 คนนั้นคดีขาดอายุความ อย่างไรก็ดำเนินไม่ได้ แต่คนที่จะต้องรับผิดชอบคืออัยการ”

 

สำหรับคดีการชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์เมื่อ 22 ก.ค. 50 นั้น อัยการได้แยกสำนวนคดีเป็น 2 สำนวน ซึ่ง สำนวนแรก ประกอบด้วย นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ โดยคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องนายวีระศักดิ์และนายวันชัย และศาลฎีกามีคำตัดสินจำคุกจำเลยที่เหลือคนละ 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ได้แก่ นายนพรุจ-นายวีระกานต์-นายณัฐวุฒิ-นายวิภูแถลง-นพ.เหวง ซึ่งล่าสุดนายณัฐวุฒิได้รับการพักโทษ ออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 63 แต่ยังต้องติดกำไลอีเอ็มข้อเท้าจนพ้นโทษตามคำพิพากษาคือสิ้นเดือน มี.ค. 64

 

ส่วนสำนวนที่สองนั้น มีจำเลย 8 คน ซึ่งอัยการได้สั่งฟ้องเพียง 2 คนคือนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายศราวุธ หลงเส็ง ส่วนอีก 5 คนกลายเป็นคดีขาดอายุความ ได้แก่ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, นายบรรธง สมคำ, ม.ล.วีระยุทธ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา (3 คนนี้อยู่ในประเทศ) ส่วน นายจักรภพ เพ็ญแข และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อยู่ต่างประเทศ ส่วน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ซึ่งเสียชีวิต ศาลได้จำหน่ายคดีไป

 

#ยูดีดีนิวส์ #UDDnews

"ยูดีดีนิวส์" เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อ นปช.