วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569

“พริษฐ์” ชูนโยบายพรรคประชาชน สร้างการศึกษาที่มีความหมาย-การศึกษาที่มีความสุข-การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ลงทุนหมื่นล้านกับ “เมกะโปรเจกต์” อัปสกิลคนไทยทุกช่วงวัย ประชาชนมีคูปองเลือกคอร์สเสริมทักษะเองได้ รัฐช่วยหางาน

 


“พริษฐ์” ชูนโยบายพรรคประชาชน สร้างการศึกษาที่มีความหมาย-การศึกษาที่มีความสุข-การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ลงทุนหมื่นล้านกับ “เมกะโปรเจกต์” อัปสกิลคนไทยทุกช่วงวัย ประชาชนมีคูปองเลือกคอร์สเสริมทักษะเองได้ รัฐช่วยหางาน


วันที่ 11 มกราคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชนและทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ กล่าวในงาน “เปิดวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน” ว่าทักษะของคนไทยเรากำลังเข้าสู่ขั้น “วิกฤต” จากรายงานของธนาคารโลก 74% ขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน จะเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์ ยังทำได้ไม่ค่อยคล่อง ส่วน 65% ขาดทักษะการอ่านจับใจความ เมื่อเจอฉลากยาที่ซับซ้อน อาจไม่มั่นใจว่าต้องปฏิบัติอย่างไร


ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แทบทุกคนทุกพรรคเห็นตรงกันว่าการศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ ที่ผ่านมา พวกเราทุกภาคส่วนเองก็ลงทุนไปไม่น้อยกับการศึกษา ไม่ว่าจะงบประมาณแผ่นดิน เงินที่ผู้ปกครองควักเอง เวลาเรียนของนักเรียน หรือเวลาทำงานของครู แต่สำหรับพรรคประชาชน เรามองว่า ทางออกเรื่องการศึกษา ไม่ได้อยู่ที่การเติมปริมาณทรัพยากรเข้าไปเรื่อยๆ แต่อยู่ที่การยกระดับประสิทธิภาพของระบบ ในการแปรทรัพยากรที่เราใส่เข้าไป ให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ ซึ่งผลลัพธ์ที่พรรคประชาชนอยากเห็น คือ การศึกษาที่มีความหมาย การศึกษาที่มีความสุข การเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด


สำหรับ “การศึกษามีความหมาย” พรรคประชาชนต้องการให้เวลากว่า 16,000 ชั่วโมง ที่เด็กคนหนึ่งต้องใช้ในห้องเรียนตลอด 15 ปี ถูกแปรออกมาเป็นทักษะ ที่ทำให้เขาใช้ชีวิตและมีอนาคตที่ดีได้ ด้วยการ


(1) เดินหน้าจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ให้สำเร็จ หลักสูตรใหม่ต้องไม่เน้นการอัดฉีดเนื้อหา แต่เน้นพัฒนาสมรรถนะให้ทุกคน “คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี” หลักสูตรใหม่ต้องไม่แข็งตัวเกินไป แต่ต้องยืดหยุ่นเพียงพอให้สถานศึกษาปรับใช้ได้ตามสถานการณ์


(2) ทำให้ ครูมีทั้ง “เวลา” และ “ทักษะ” ในการดูแลพัฒนาการของนักเรียน เราจะคืนเวลาให้ครู และคืนครูให้ห้องเรียน ผ่านการยกเลิกงานธุรการหรือโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ และเพิ่มงบในการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ เราจะกระจายงบอบรมจากส่วนกลาง ไปให้ครู-โรงเรียน ร่วมกันกำหนดเองว่าจะใช้พัฒนาทักษะอะไร


(3) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการยกระดับการศึกษา ผ่านการสนับสนุนให้มี “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับชาติ” แพลตฟอร์มดังกล่าวจะต้องไม่เป็นเพียงคลังเนื้อหาที่นักเรียนและครูเข้าถึง แต่จะต้องมีการนำ AI มาช่วยการวิเคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อนนักเรียน เพื่อปรับเส้นทางการเรียนรู้ ให้เหมาะกับความต้องการและความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน


ต่อมา “การศึกษามีความสุข” ด้วยการ (1) ทำให้ผู้ปกครอง “ไม่ทุกข์” กับการต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อจ่ายเงินให้ลูกเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เราจะทำให้ประเทศไทยมีโรงเรียน ที่เรียนฟรีจริง 100% ครอบคลุมทุกพื้นที่ ผ่านการปรับสูตรจัดสรรงบและอัตราครูที่ไม่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียว และผ่านการแก้ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อห้ามโรงเรียนเก็บเงินเพิ่มสำหรับรายการที่เราเห็นว่าควรรวมอยู่ในสิทธิ “เรียนฟรี” เช่น ค่าสอนคอม


(2) ทำให้นักเรียน “มีความสุข” กับชีวิตในวัยเรียน ผ่านการดูแลสุขภาพกายและใจของผู้เรียน เราจะดูแลสุขภาพกายของนักเรียน โดยเพิ่มงบอาหาร 50% เพื่อให้เด็กเราไม่ต้องอดอาหารเพราะไม่มีเงิน เราจะดูแลสุขภาพใจของนักเรียน โดยเพิ่มงบในการจ้างนักจิตวิทยาให้ประจำโรงเรียนได้มากขึ้น


(3) ทำให้ทุกคนในการศึกษาได้รับ “ความไว้วางใจ” ในการทำหน้าที่ สถานศึกษาควรมีอำนาจมากขึ้นในการจัดทำหลักสูตร ตัดสินใจเรื่องงบ คัดเลือกครู ครูควรมีโอกาสในการได้ร่วมประเมิน ผอ. นักเรียนควรมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎระเบียบของสถานศึกษา


สุดท้าย “การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” เราเข้าใจดีว่าในโลกยุคนี้การเรียนรู้ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในรั้วของสถานศึกษา สำหรับเด็กและเยาวชนในวัยเรียน เราจะออกแบบระบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อระหว่างการเรียนรู้ในและนอกสถานศึกษา สนับสนุนให้เยาวชนนำประสบการณ์ข้างนอกโรงเรียนมารับรองและเทียบเคียง เป็นหน่วยกิตในโรงเรียนได้ ปลดล็อกให้มีผู้จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น เช่น บ้านเรียน ศูนย์การเรียน


และเราจะส่งเสริมให้เยาวชนได้ค้นพบตนเองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ โดยแจก “คูปองเปิดโลก” ให้เด็กและเยาวชน 2,000 บาท/คน/ปี เพื่อใช้ในการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น คอร์สศิลปะ-ดนตรี อุปกรณ์กีฬา ค่ายกิจกรรม


สำหรับคนวัยทำงาน เราจะลงทุนหลักหมื่นล้านใน “เมกะโปรเจกต์” เรื่องการยกระดับทักษะคนทำงาน โดยการทำ “ระบบกลาง” ขึ้นมา เพื่อสร้างบัญชีการเรียนรู้ให้คนไทยทุกคนในการเข้าถึงการอบรมทักษะที่รัฐสนับสนุน การยกระดับทักษะแรงงานไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราจะทำต่างจากเดิมใน 2 เรื่องสำคัญ


หนึ่ง ไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ “ต่างคนต่างทำ” ต่างมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของตนเอง รวมกันเป็น 10-20 แพลตฟอร์ม แต่ทำให้ทุกหน่วยงานรัฐ “ต้องทำงานบนแผนเดียวกัน ระบบเดียวกัน” ทุกโครงการของรัฐในการอบรมทักษะจะต้องถูกพิจารณาผ่านระบบใหม่นี้


สอง ไม่ให้รัฐทำตัวเป็น “คุณพ่อคุณแม่รู้ดี” ที่ “คิดเอง ฝึกเอง วัดผลเอง” ทำคอร์สขึ้นมา วัดผลจากแค่จำนวนคนที่มาเซ็นชื่อหรือยอดวิวของคลิปที่คนเปิดทิ้งไว้ แต่ปรับบทบาทรัฐ ให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการเชื่อมผู้เรียนกับผู้สอน


ในฝั่งผู้เรียน รัฐจะไม่คิดแทนหรือตัดสินใจแทนประชาชน แต่รัฐจะจัด “คูปอง” ให้ประชาชนเลือกเองว่าจะใช้เรียนคอร์สไหนที่อยู่ในระบบ เพื่อให้ผู้เรียนยอมสละเวลาทำมาหากิน เพื่อมายกระดับทักษะตนเอง คูปองฝึกทักษะนี้จะต้องครอบคลุมทั้ง “ค่าเรียน” ในรูปแบบ “เครดิต” ที่ใช้ในการซื้อคอร์สอบรม และ “ค่าเสียโอกาส” ในรูปแบบ “เงินสด” ที่จ่ายให้ผู้เรียนเมื่อเรียนจบ เพื่อให้ตอบโจทย์ที่หลากหลาย คูปองฝึกทักษะนี้ อาจจะมีทั้งคูปองที่ให้ประชาชนทั่วไปใช้ในการอบรมทักษะพื้นฐานให้ตนเอง และคูปองที่ให้ผู้ว่าจ้างส่งพนักงานไปอบรมทักษะเฉพาะอาชีพหรืออุตสาหกรรม


ในฝั่งผู้สอน รัฐจะไม่ฝึกเอง แต่จะทำหน้าที่คัดกรองและจัดระดับคอร์สจากภาคเอกชนที่มาเข้าร่วมในระบบ คอร์สที่คัดเข้ามาอาจมาจากแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ผู้ฝึกเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษา คอร์สไหนที่รับรองคุณวุฒิวิชาชีพ หรือรับประกันการจ้างงาน คนก็จะแห่มาใช้คูปองซื้อคอร์สมากขึ้น โดยรัฐเองก็อาจจะตอบแทนหรือให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่อผู้ผลิตคอร์สดังกล่าว พอเป็นเช่นนี้ ผู้สอนก็จะแข่งกันผลิตคอร์สที่มีคุณภาพซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ “เศรษฐกิจการเรียนรู้” ของประเทศ ได้เติบโต


รัฐจึงจะเป็นเสมือนแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ผ่าน 3 บทบาทหลัก (1) เป็น “ตลาด” ให้ประชาชนซื้อขายคอร์สอบรมทักษะ (2) เป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่วิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำว่าควรเรียนคอร์สไหน (3) เป็น “พ่อสื่อ-แม่สื่อ” ที่จับคู่ “ผู้เรียนที่หางาน” กับ “ผู้ว่าจ้างที่ขาดคน”


พริษฐ์กล่าวว่า ภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชน ระบบการศึกษาเราจะต้องไม่ติดกับดัก “ความเชื่อ” แบบเดิมๆ แต่จะต้องมี “ความหมาย” ที่เชื่อมกับอนาคต ห้องเรียนเราจะต้องไม่ตั้งเป้าแค่ให้เด็กเรียนหนัก ครูทำงานหนัก แต่จะต้องตั้งเป้าให้เด็กเรียนแล้วสนุก ครูทำงานแล้วมีความสุข การยกระดับทักษะคนจะต้องไม่ใช้แนวทางที่ รัฐ “คิดเอง ฝึกเอง วัดผลเอง” แต่จะต้องใช้แนวทางที่ “ประชาชนเป็นผู้เลือก เอกชนเป็นผู้ฝึก รัฐเป็นผู้จ่าย” เลือกรัฐบาลพรรคประชาชน เพื่อการศึกษาที่มีความหมาย การศึกษาที่มีความสุข และการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน