วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569

“วิโรจน์-กิตติพงษ์” นำทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านความมั่นคงใหม่-ปราบภัยทุนเทาและสเแกมเมอร์ ตั้งกองทุนเยียวยาประชาชน ย้ำปฏิรูปกองทัพ ทหารสมัครใจ 100% ลดนายพล-เพิ่มสวัสดิการชั้นผู้น้อย-ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 


“วิโรจน์-กิตติพงษ์” นำทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านความมั่นคงใหม่-ปราบภัยทุนเทาและสเแกมเมอร์ ตั้งกองทุนเยียวยาประชาชน ย้ำปฏิรูปกองทัพ ทหารสมัครใจ 100% ลดนายพล-เพิ่มสวัสดิการชั้นผู้น้อย-ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ


วันที่ 11 มกราคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ พรรคประชาชนจัดงาน “เปิดวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน” เปิดตัวทีมบริหารพร้อมประกาศ 12 ภารกิจในการบริหารประเทศ โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือ “สู่ยุคความมั่นคงใหม่ สร้างกองทัพทันสมัย ปราบภัยสแกมเมอร์-ทุนเทา” โดยมี วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชนด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ นำเสนอวิสัยทัศน์


วิโรจน์นำเสนอภารกิจการปราบภัยสแกมเมอร์-ทุนเทา โดยระบุว่าเงินที่สแกมเมอร์หลอกคนไทยไปถึงวันละ 316 ล้านบาท หรือปีละกว่า 115,300 ล้านบาท มีเครือข่ายของผู้มีอิทธิพลภายในประเทศที่สมคบคิดกับมาเฟียข้ามชาติ เอาเงินสกปรกกลับมาฟอกในประเทศไทยผ่านธุรกิจนอมินีที่ตัดราคาจนธุรกิจสุจริตอยู่ไม่ได้ เอสเอ็มอีใหม่ก็เกิดไม่ได้ เงินสกปรกเหล่านี้ยังถูกนำไปกว้านซื้อที่ดิน คอนโด ทองคำ จนเกิดภาวะฟองสบู่ ค่าครองชีพที่ประชาชนต้องแบกรับก็สูงขึ้น อุตสาหกรรมใหม่ไม่เกิด นวัตกรรมดีๆ ไม่มี การจ้างงานแรงงานทักษะสูงก็ไม่มีทางเป็นไปได้


ที่ร้ายกาจที่สุดคือ การเอาเงินสกปรกเหล่านี้มาติดสินบนข้าราชการระดับสูง ใช้ซื้อเสียงส่งลูกสมุนเข้ามามีอำนาจทางการเมือง หวังออกนโยบายยึดเอาประเทศไว้ใช้กอบโกยผลประโยชน์ตามอำเภอใจ แล้วปล่อยให้คนไทยต้องตกเป็นทาส 


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่รัฐบาลประชาชนจะต้องทำอย่างแรกคือการหยุดเลือดที่ไหลทุกวันทันที ด้วยการอายัดบัญชีม้าและซิมม้าอย่างรวดเร็วเด็ดขาด จากนั้นต้องเข้มงวดการเปิดบัญชีใหม่และการขอซิมใหม่ พร้อมการบังคับใช้ พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับที่สอง ที่ดึงสถาบันทางการเงิน ธนาคาร และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ต เข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายของประชาชน และเร่งปรับปรุงระบบความมั่นคงปลอดภัยของบัญชีธนาคารและโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้บัญชีเงินฝากของประชาชนทุกคนมีความปลอดภัย


พร้อมกันนั้นต้องมีการจัดทำศูนย์กลางข้อมูลทางการเงิน ที่เชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ทั้งการโอนเงิน การซื้อขายหลักทรัพย์ การซื้อขายสินทรัพย์มีค่า พร้อมข้อมูลของผู้โอน ผู้รับโอน ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไว้อย่างพร้อมเพรียง และดึงเอาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อปราบปรามสแกมเมอร์ เพื่อจะได้ยึดอายัดทรัพย์อย่างรวดเร็ว และบังคับใช้กฎหมายจับเครือข่ายสแกมเมอร์มาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว


ที่สำคัญคือการปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกลวงไปเป็นแรงงานสแกมเมอร์ที่ประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมใช้กลไกของ ป.ป.ช. ในการสืบสวนสอบสวนและปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการระดับสูง ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน 


วิโรจน์ระบุว่า สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการฟื้นฟูโครงสร้างกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และการบังคับใช้หลักเกณฑ์การกำกับข้อมูลการโอนถ่ายสินทรัพย์ดิจิทัล (travel rule) มุ่งเน้นการยึดอายัดทรัพย์ของเครือข่ายสแกมเมอร์ พร้อมตั้งกองทุนชดเชยเพื่อเยียวยาให้กับประชาชนผู้ได้รับความเสียหายอย่างทันท่วงที


และในท้ายที่สุด ได้เวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องร่วมมือกับโลกเพื่อไล่ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามขอบฟ้าให้ได้ เครือข่ายสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสร้างความเสียหายให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกถึงปีละ 1.5 ล้านล้านบาท วันนี้ประเทศไทยเหมือนถูกโจรล้อม และถ้าไม่ทำอะไรประเทศไทยจะกลายเป็นที่ฟอกเงินของโจร ประเทศไทยจำเป็นต้องถือธงนำเร่งลงนามสัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการไล่ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามประเทศ รวมทั้งดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน


และที่สำคัญคือการยึดอายัดทรัพย์ที่มาหลอกคนไทยแล้วไปเก็บไว้ในต่างแดน เพื่อเอามาชดเชยชดใช้ให้กับประชาชนคนไทย เงินที่ถูกสแกมเมอร์หลอกไปไม่ได้แค่หายไปจากกระเป๋าของคนไทย แต่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ เป็นเงินที่ควรเอามาจับจ่ายใช้สอย ลงทุน จ้างงาน แต่กลับถูกส่งออกไปนอกประเทศ ให้มาเฟียข้ามชาติมาสมคบคิดกับคนใหญ่คนโตในประเทศ ในการเอาเงินสกปรกนั้นมาฟอก ทำลายธุรกิจไทย เอามายึดประเทศไทยให้ตกเป็นประเทศราช


วิโรจน์สรุปว่า ได้เวลาแล้วที่รัฐบาลประชาชนจะห้ามเลือดที่กำลังไหลให้หยุด ฟื้นฟูโครงสร้างของประเทศให้กลับมาแข็งแรง แล้วออกไล่ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะมุดหัวอยู่สุดหล้าฟ้าเขียวที่ไหนก็ตาม ได้เวลาปกป้องเงินฝากของประชาชน ได้เวลาทำให้โทรศัพท์มือถือที่ประชาชนทุกคนพกติดตัว ให้ได้อุ่นใจว่าไม่ได้พกโจรติดตัวไปด้วย


ในส่วนของกิตติพงษ์ นำเสนอภารกิจทำกองทัพไทยให้ทันสมัยโดยระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเย็น โลกและประเทศไทยไม่เคยเจอสภาวะความผันผวนทางความมั่นคงแบบทุกวันนี้ สงครามและความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเข้ามาพร้อมกับภัยคุกคามและหลักนิยมทางทหารรูปแบบใหม่ สงครามโดรน ยานไร้คนขับ สงครามไซเบอร์ คือสงครามรูปแบบใหม่ที่ทุกประเทศกำลังใช้ ในขณะที่ประเทศไทยต้องพบกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดทางงบประมาณ


เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ กองทัพต้องมีความเข้มแข็ง ซึ่งกองทัพจะมีความเข้มแข็งได้ต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ปัจจัย คือ (1) กำลังพล (2) ยุทโธปกรณ์ และ (3) ปัจจัยทวีกำลัง


กิตติพงษ์กล่าวต่อไปว่า ในด้านกำลังพล พรรคประชาชนมีนโยบายพลทหารสมัครใจ 100% เปลี่ยนการเกณฑ์ทหารแบบบังคับให้เป็นแบบสมัครใจ ปฏิบัติหน้าที่ 4 ปี อยู่นานเพิ่มความชำนาญ รับเงินเดือน 11,000 บาท เพิ่มสวัสดิการ อยู่ครบ 4 ปีรับเงินขวัญถุง 120,000 บาท อยู่ครบ 8 ปีรับเงินขวัญถุง 240,000 บาท โครงการแก้หนี้กำลังพลด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ ปฏิรูปกฎหมายสหกรณ์ โครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) ลดอัตรานายพล เพิ่มค่าตอบแทนทหารระดับปฏิบัติการ เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างกองทัพให้มีประสิทธิภาพ กระชับ ตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ให้สอดคล้องกับหลักการกองทัพภายใต้รัฐบาลพลเรือน


นโยบายปฏิรูปศาลทหาร ให้ศาลทหารเป็นอิสระจากโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหาร ให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบของทหารอยู่ภายใต้อำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เช่นเดียวกับข้าราชการกระทรวงอื่นๆ ให้การพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิจารณาเป็นมาตรฐานเดียวกันระหว่างข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารโดยปราศจากข้อยกเว้นใดๆ ให้คดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือนอยู่ภายใต้อำนาจศาลยุติธรรม เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนพลเรือน และนำทหารที่ทำร้ายประชาชน โดยเฉพาะในกรณีการล้อมปราบ ทั้งผู้สั่งการและผู้ปฏิบัติ มาดำเนินคดีภายใต้ศาลยุติธรรม


กิตติพงษ์กล่าวต่อไปถึงนโยบายปฏิรูปธุรกิจกองทัพ ด้วยการปรับรูปแบบการบริหาร โอนย้ายธุรกิจกองทัพให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญดูแล หรือยุบธุรกิจที่ดำเนินการขาดทุน ทุกวันนี้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยอยู่หน้าแนวได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 240 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่ตนเคยได้รับเมื่อ 15 ปีที่แล้ว พรรคประชาชนจะเพิ่มอัตราเบี้ยเลี้ยงให้ทหาร โดยพิจารณาความเป็นไปได้ทางงบประมาณ และการปรับเปลี่ยนวิธีการเบิกจ่ายงบประมาณ ป้องกันการรั่วไหล ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่จริงได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย


ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วงที่ผ่านมา ขีดความสามารถทางยุทโธปกรณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทัพไทยได้เปรียบทางการทหาร ดังนั้น การรักษาอธิปไตยของประเทศ การรักษาระยะห่างด้านศักดิ์สงคราม และการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐต้องเร่งดำเนินการ 


ในการนี้พรรคประชาชนมีนโยบายเปลี่ยนการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นการยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมของเอกชน รวมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการศึกษาและวิจัยให้กับหน่วยงานศึกษาวิจัย รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างประเทศ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อสร้างเอกราชทางเทคโนโลยีป้องกันประเทศและยุทโธปกรณ์ ให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นของตัวเอง สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ในการป้องกันอธิปไตยของประเทศ พร้อมไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขยายตลาดแรงงานให้ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทหารและความมั่นคง


ในด้านการป้องกันชายแดน กิตติพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลประชาชนจะสนับสนุนให้มีโครงการสมาร์ททาวเวอร์ เพื่อตรวจจับการลักลอบวางทุ่นระเบิด การเข้าเมืองผิดกฎหมาย และโดรน เพื่อลดความเสี่ยงในการปฎิบัติหน้าที่ของทหาร รวมทั้งบันทึกหลักฐานการละเมิดเพื่อใช้ในเวทีระหว่างประเทศ 


ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านยุทโธปกรณ์จำเป็นต้องมีการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ด้วยการจัดทำแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ หรือสมุดปกขาว แม้ในปัจจุบันจะมีการจัดทำอยู่แล้ว แต่เป็นงานจัดทำแบบแยกส่วนแยกเหล่าทัพ รัฐบาลประชาชนจะเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพ ด้วยนโยบายการจัดทำสมุดปกขาวรวมเล่มและการจัดหายุทโธปกรณ์รวมศูนย์


กิตติพงษ์ยังเสนอว่า ตามหลักนิยมทางการทหารสมัยใหม่ นอกจากเรื่องกำลังพลและยุทโธปกรณ์แล้ว การประสานงานสอดคล้องระหว่างหน่วยต่างๆ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะจะเป็นการเพิ่มศักดิ์สงครามโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ตามหลักทวีกำลัง อย่างไรก็ตามกองทัพไทยยังมีอุปสรรคในการปฏิบัติการร่วมกัน ขาดการจัดหายุทโธปกรณ์แบบรวมศูนย์ ขาดการจัดทำสมุดปกขาวรวมเล่ม ทำให้การจัดหาเป็นแบบต่างคนต่างทำ การเชื่อมต่อยุทโธปกรณ์จึงกลายเป็นความท้าทาย นอกจากนี้ยังไม่สามารถทำให้แต่ละเหล่าทัพปฏิบัติการร่วมกันแบบประสานสอดคล้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอ จำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์กลาง เพื่อให้ยุทโธปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อกันได้แม้จะมาจากหลากหลายผู้ผลิต หลากหลายตราอักษร หรือหลากหลายโมเดล


สุดท้ายเมื่อกำลังพลพร้อม ยุทโธปกรณ์พร้อม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศพร้อม การพัฒนากองทัพให้สอดคล้องกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ กับสถานการณ์ความมั่นคงโลกที่มีความผันผวน และภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน การทำให้กองทัพไทยเป็นกองทัพที่ทันสมัยเท่าทันโลก จึงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อม แน่นอนว่าลำพังพรรคประชาชนและนโยบายของพรรคประชาชนไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้ ยังต้องการความร่วมมือจากประชาชน จากกองทัพ และจากทหาร เพื่อดำเนินนโยบายต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกท่านมาร่วมกันทำให้ความฝันที่จะทำให้กองทัพไทยเป็นกองทัพที่ทันสมัยเท่าทันโลก กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 รัฐบาลประชาชน