“ศุภโชติ” ตั้งคำถามรัฐบาลเร่งรัดซื้อไฟฟ้าก่อนเลือกตั้ง โซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500
เมกะวัตต์ อ้างชุมชนเพื่อเอื้อนายทุนหรือไม่ แนะกระจายโควตา เปลี่ยนเป็นรับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาบ้านประชาชน
วันที่
8 มกราคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ ผู้สมัคร
สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐบาลเดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มในนามโซลาร์ฟาร์มชุมชนกว่า 1,500
เมกะวัตต์ ท่ามกลางข้อสงสัยว่าชุมชนจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง
โดยกล่าวว่า
ในขณะที่ทุกฝ่ายกำลังวุ่นอยู่กับการเลือกตั้ง
รัฐบาลยังคงเดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ถ้าไปดูร่างระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
ที่ได้เปิดเผยอย่างละเอียดและอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น
ซึ่งเปิดรับฟังวันนี้เป็นวันสุดท้าย จะพบว่าหลายประเด็นในร่างระเบียบดังกล่าว
อาจถูกมองได้ว่าไม่ได้สะท้อนการเป็น “พลังงานของชุมชน” อย่างแท้จริง
และยังมีโครงสร้างบางส่วนที่อาจเอื้อให้เกิดการกระจุกตัวของผลประโยชน์กับบางกลุ่มเท่านั้น
ในขณะที่ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับก็ยังไม่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน
ตนขอคัดค้านร่างระเบียบนี้อย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากเห็นว่า ประโยชน์ที่ตกถึงประชาชนยังมีจำกัด
และโครงสร้างยังมีข้อกังวลสำคัญหลายประการ
1.
แจกก่อนเลือกตั้ง ใครได้ประโยชน์ และใครเป็นคนจ่าย? รัฐบาลกำลังเร่งแจกโควตาไฟฟ้าลักษณะนี้
ในช่วงจังหวะที่ประเทศกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง
จึงเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากโควตานี้
มีผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่
และต้นทุนที่ซ่อนอยู่จะถูกผลักไปให้ประชาชนจ่ายในระยะยาวหรือเปล่า
2.
รัฐบาลอ้างชุมชน แต่ในระเบียบ ไม่เคยล็อกให้ชุมชนได้ประโยชน์จริง
แม้จะเขียนว่าจะมีส่วนลดค่าไฟให้ชุมชน แต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเลยว่า
ชุมชนจะได้ลดกี่บาท ใครได้บ้าง ได้นานแค่ไหน และใครเป็นคนตรวจสอบ
นี่คือการใช้คำว่า “ชุมชน” เป็นป้าย แต่ไม่กล้าผูกมัดผลประโยชน์ไว้ในกติกา
สุดท้ายชาวบ้านอาจได้เพียงเศษเสี้ยว ขณะที่รายได้หลักไปอยู่กับผู้พัฒนาโครงการ
3.
กติกาแปลก “ใครยื่นก่อนได้ก่อน” แทนที่จะเป็น “ใครทำดีได้ก่อน”
ระเบียบนี้เลือกผู้ได้สิทธิด้วยหลัก First Come First Served ไม่แข่งกันที่ราคาถูก ไม่แข่งกันที่ประโยชน์ต่อพื้นที่
ไม่แข่งกันที่ความคุ้มค่าต่อระบบไฟฟ้า แต่แข่งที่ใครเอกสารพร้อม ใครมีทีม
ใครวิ่งเร็ว กติกาแบบนี้อาจะถูกมองได้ว่าไม่ได้คัดคนที่ดีที่สุดให้ประเทศ
แต่คัดคนที่พร้อมที่สุดในเกมเอกสาร ซึ่งอาจมีช่องโหว่ของระบบที่บางกลุ่มอาจได้เปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง
4.
โครงสร้างอำนาจการจัดหาและคัดเลือก ยังขาดกลไกถ่วงดุลที่ชัดเจน
ร่างระเบียบกำหนดให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ออกกติกาเอง ตรวจเอกสารเอง
คัดเลือกเอง และยังพิจารณาอุทธรณ์เองในชั้นต้น
โครงสร้างลักษณะนี้ค่อนข้างอันตรายต่อหลักธรรมาภิบาล ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อกังวลด้านความเป็นอิสระในการตรวจสอบของหน่วยงาน
5.
เงื่อนไขโครงการอาจเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนจริง
การกำหนดเงื่อนไขด้านทุน ประสบการณ์ เอกสารสิทธิที่ดิน
และการสนับสนุนจากสถาบันการเงินนั้น อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ว่า วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ หรือกลุ่มประชาชนทั่วไป
จะสามารถเข้าถึงโครงการนี้ได้จริงมากน้อยเพียงใด
หรือบทบาทของชุมชนจะจำกัดอยู่เพียงการเป็นพื้นที่ตั้งโครงการ
6.
โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาครัวเรือน เต็มโควตา 90
เมกะวัตต์ มา 2 ปีแล้ว ไม่มีการเพิ่ม
แต่คำถามที่ต้องตั้งกลับไปที่รัฐบาลดัง ๆ คือทำไมโครงการที่เปิดช่องให้นายทุน
(แต่ตั้งชื่ออ้างชุมชน) กลับจะซื้อเพิ่มแทน
นโยบายพลังงานไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือระยะสั้น
เพราะผลกระทบของมันอยู่กับค่าไฟของคนทั้งประเทศไปอีกหลายสิบปี
ศุภโชติกล่าวว่า
ข้อเสนอของพรรคประชาชนคือ หากรัฐมีโควตาไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์จริง
เราขอเสนอให้เอาโควตานี้ไปเปิดรับซื้อไฟจากครัวเรือนรายย่อยทั่วประเทศแทน
ให้ประชาชนติดโซลาร์บนหลังคา ขายไฟคืนรัฐได้ ลดค่าไฟได้ตรงจุด กระจายรายได้
กระจายอำนาย กระจายโอกาส แทนที่จะผูกโควตาไว้กับโครงการขนาดใหญ่ไม่กี่ราย
ตนเห็นว่าโครงการนี้ในรูปแบบปัจจุบันควรถูกยกเลิกทันที
ควรมีการออกแบบกติกาใหม่ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง
ไม่ใช่แค่ถูกอ้างชื่อ
