พรรคประชาชนเปิดภารกิจ-ทีมบริหารด้านโครงสร้างพื้นฐาน “สุรเชษฐ์-มณิศรา” นำทีมพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต ลดโครงการใหญ่-เยอะ เพิ่มขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน ปรับใหญ่โลจิสติกส์ทั้งระบบ ท่าต้องลื่น ด่านต้องไว ถนนต้องสะดวกโปร่งใส
วันที่ 11 มกราคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ พรรคประชาชนจัดกิจกรรมประกาศวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน เปิดตัวทีมบริหารพร้อม 12 ภารกิจในการบริหารประเทศ โดยหนึ่งในภารกิจที่ประกาศด้านที่ 7 คือ “Orange Megaprojects โครงสร้างพื้นฐาน-โลจิสติกส์” มี สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และ มณิศรา บารมีชัย ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนนำเสนอวิสัยทัศน์
สุรเชษฐ์ระบุว่า การเลือกลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ เช่น หากลดโครงการขนาดใหญ่ให้น้อยลงเพียงหนึ่งเส้นทาง ประเทศจะประหยัดเงินได้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งมากพอสำหรับการพัฒนาระบบคมนาคมใน 15 หัวเมือง หัวเมืองละ 20,000 ล้านบาท และยังเหลือเงินอีก 200,000 ล้านบาทไปพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอื่น
รัฐบาลประชาชนจะเปลี่ยนจากการขายฝันด้วยโครงการขนาดใหญ่ที่มักมีแต่เรื่องคมนาคม ให้เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายๆ เรื่อง เปลี่ยนจากการกระจุกตัวของโครงการขนาดใหญ่ในกรุงเทพให้เป็นการกระจายไปสร้างหัวเมืองตามภูมิภาค ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างไหลรวมมาสู่กรุงเทพ รัฐบาลประชาชนจะปรับแผนการลงทุนด้านคมนาคมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านนโยบาย 6 ข้อ คือ
1) สร้าง 15 หัวเมือง ด้วยการปรับแผนการลงทุนภาครัฐ ลดโครงการที่ซ้ำซ้อนที่ต่างหน่วยงานต่างคิดต่างวางแผน เกินความจำเป็น และไม่คุ้มค่ามากถึง 12 ล้านล้านบาท เป็นภาระผูกพันไปแล้วร่วม 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะเลือกโครงการอย่างปราณีต ลดเส้นเลือดที่ใหญ่เกินไประหว่างเมือง เพื่อให้เหลือเงินไปพัฒนาเมือง
2) กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณในการจัดบริการขนส่งสาธารณะได้ด้วยตนเอง พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่เสนอร่าง พ.ร.บ.กระจายอำนาจขนส่ง แต่โดนปัดตกไปโดยรัฐบาลก่อน การเลือกตั้งครั้งนี้หากมีรัฐบาลประชาชน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านสภาได้แน่นอน ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการขนส่งสาธารณะในพื้นที่ของตัวเองได้ด้วยตนเอง
3) สร้างอุตสาหกรรมรถเมล์ไฟฟ้า โดยจะมีการสนับสนุนการปรับรถดีเซลให้เป็นไฟฟ้าและส่งเสริมรถเมล์ไฟฟ้าทุกชนิด และอุตสาหกรรมใหม่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือรถไฟฟ้าประเภทนาโนบัสที่เอามาแทนรถตู้และรถสองแถว จะมีการอุดหนุนผู้ประกอบการให้ยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้โดยสาร และนี่คือโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ผลิตในไทยได้ 100%
4) การผลักดันระบบตั๋วโดยสารร่วม เดินทางอย่างไร้รอยต่อ คิดค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทตลอดเส้นทาง คิดยอดรวมไม่ว่าขึ้นรถไฟฟ้ากี่สายหรือรถเมล์กี่ต่อ คิดจากจุดต้นทางไปปลายทาง ไม่ใช่แค่จากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง ราคานี้ยุติธรรมเพราะยึดตามเพดานสัมปทานเดิม ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนจากการซื้อคืนสัมปทาน และไม่ต้องอุดหนุนด้วยเงินของคนทั้งประเทศแบบมากเกินจำเป็น
5) กระจายงบประมาณซ่อมและสร้างถนนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ไม่เอาแล้วกับระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา จะจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในทุกพื้นที่
6) เสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ด้วยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพิ่มเติมจากการกวดขันวินัยจราจร ผ่านการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ถนน แก้ปัญหาการจัดลำดับชั้นของถนน และคิดสร้างเมืองแบบใหม่ และทำให้คนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ เป้าหมายให้ยอดผู้เสียชีวิตบนถนนลดลงปีละ 5,000 คน คิดเป็นการประหยัดมูลค่าจากความเสียหายได้ 35,000 ล้านบาทต่อปี
สุรเชษฐ์กล่าวต่อไปว่า ด้วยการปรับแผนผ่านนโยบาย 6 ข้อในด้านการคมนาคม จะทำให้ประเทศมีเหลือเงินมากพอเพื่อเพิ่มการลงทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ เพื่อทุกคน ผ่านนโยบายอีก 7 ข้อ คือ
1) การลงทุนกับระบบขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน จัดสรรงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจปีละ 10,000 ล้านบาทอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปี
2) การลงทุนกับระบบการจัดการขยะ เปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพย์สิน ขับเคลื่อนผ่านแผนงานต่อเนื่องใช้เงินลงทุน 180,000 ล้านบาท สำหรับเทคโนโลยีการเก็บขนขยะ รีไซเคิล การพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะ และระบบจัดการเถ้าถ่าน
3) การลงทุนน้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศภายใน 8 ปี จะมีการจัดสรรงบประมาณ 75,000 ล้านบาท โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน
4) การลงทุนกับระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล 67,000 ล้านบาทภายใน 8 ปี เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นการฟื้นฟูแหล่งน้ำให้สะอาดอย่างยั่งยืนยืนทั่วประเทศ
5) การลงทุนกับอุปกรณ์การศึกษา 50,000 ล้านบาทภายใน 4 ปี เพื่ออัพเกรดอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ในโรงเรียนและเครื่องมืออาชีวะให้ทันสมัย เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม และเสริมทักษะแห่งอนาคตให้กับเด็กไทยทุกคน
6) การลงทุนกับการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบปีละ 60,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน โดยเสริมอำนาจให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นองค์กรกำกับดูแลและบริหารจัดการน้ำแห่งชาติได้อย่างแท้จริง
7) เติมเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีให้เต็มโรงพยาบาลเพื่อลดภาระหมอ ด้วยการลงทุน 30,000 ล้านบาทภายใน 4 ปี ส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยโดยผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและอนาคตทางเศรษฐกิจ
สุรเชษฐ์ทิ้งท้ายว่า พรรคประชาชนอยากเห็นการลงทุนเพื่อทุกคน ให้อำนาจการตัดสินใจกับท้องถิ่นมากขึ้น สร้างงานให้ท้องถิ่นมากขึ้น แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง และต้องลงทุนอย่างคุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน สร้างเมือง กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตไปกับรัฐบาลประชาชน
ด้านมณิศราได้เป็นผู้นำเสนอภารกิจรัฐบาลประชาชนด้านโลจิสติกส์ โดยระบุว่าหลายคนมักคิดว่าโลจิสติกส์เป็นเรื่องของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วโลจิสติกส์อยู่ในค่าครองชีพของทุกคน ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาทหรือประมาณ 13.5% ของจีดีพี หมายความว่าทุกคนกำลังจ่ายต้นทุนโลจิสติกส์โดยไม่รู้ตัวในราคาสินค้าที่จ่ายไปด้วย ถ้าลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้เพียง 1% ประเทศจะได้เม็ดเงินกลับมา 25,000 ล้านบาท และจะคืนกลับมาสู่ประชาชนทุกคนผ่านสินค้าที่มีราคาถูกลงและสินค้าที่แข่งขันได้
รัฐบาลประชาชนจะพัฒนาระบบโลจิสติกส์แบบเชื่อมโยงทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบราง เรือ เครื่องบิน และด่าน หลักคิดของรัฐบาลประชาชนชัดเจนว่าจะไม่เน้นการสร้างเยอะ แต่เน้นการพัฒนาระบบที่สามารถทำงานได้จริง อย่างแรกที่สุดคือการลดต้นทุนของระบบโลจิสติกส์ให้เป็นรูปธรรม
มณิศรากล่าวต่อไปว่า สิ่งแรกที่รัฐบาลประชาชนต้องทำคือการพัฒนาโครงข่ายทางราง พัฒนาระบบทางคู่ ทำให้สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคประกอบ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการขนส่งทางราง ที่จะทำให้เกิดการขนส่งการสินค้าจากถนนไปสู่รางได้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือการมีหัวรถจักรและแคร่ ที่จะทำให้การขนส่งมีความแน่นอนและต่อเนื่อง ทำให้เกิดระบบการขนส่งสินค้าทางรางได้จริง
ต่อมาคือการกำจัดคอขวดใน 3 เรื่อง การทำท่าให้ลื่น ด่านต้องไว และถนนต้องสะดวกและโปร่งใส
1) การพัฒนาท่าเรือ ณ เวลานี้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง บางครั้งติดรถกันอยู่ถึง 10-15 ชั่วโมง นั่นคือต้นทุนที่ทุกคนต้องเสียไปในการส่งออกหรือบริโภคสินค้า จึงต้องมีการยกระดับท่าเรือที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยให้เป็นท่าเรือดิจิทัลที่เชื่อถือได้ ยกระดับให้เป็นดิจิทัลพอร์ต ให้ระบบต่างๆ เป็นดิจิทัลทั้งหมด ทั้งการจองคิว ปล่อยตู้ รับตู้ ให้ทุกอย่างมีความรวดเร็วและตรวจสอบได้ และต้องมีลานพัก/จอดตู้ให้เพียงพอกับผู้ประกอบการ ทุกวันนี้เราไม่มีระบบการตรวจสอบผู้ได้รับสัมปทานในท่าเรือแหลมฉบัง ไม่มีระบบในการรับประกันมาตรฐานการให้บริการของแต่ละท่า เกิดคิว เกิดการรอคอย เสียเวลาผู้ประกอบการ จึงต้องมีระบบในการควบคุมผู้ได้รับสัมปทานเหล่านี้ และให้เกิดการลงโทษกรณีที่มีการทำผิด
ต่อมาคือการผลักดันท่าเรือฝั่งตะวันตกหรือฝั่งอันดามัน เพื่อรองรับการค้าขายกับตลาดอินเดียและเอเชียใต้ ปีที่แล้วการส่งออกไปเอเชียใต้ เช่น อินเดีย หรือบังกลาเทศ มีมูลค่า 4.5 แสนล้านบาท แต่ตอนนี้ประเทศไทยไม่มีทางออกสู่ทะเลฝั่งอันดามันเลย รัฐบาลประชาชนจะลงทุนอย่างเป็นเฟส ไม่ใช้เงินเกินความจำเป็น ยกระดับท่าเรือที่มีอยู่เดิมให้สามารถใช้งานได้ ก่อนที่จะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ พัฒนาระบบอุตสาหกรรมหลังท่า มีสิทธิประโยชน์ให้นักลงทุน สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้ให้เกิดขึ้น เชื่อมโยงกับการขนส่งทางราง ยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในภาคใต้และทะเลฝั่งอันดามัน
2) การพัฒนาด่าน ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการค้าชายแดนราว 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ต้นทุนจะลดลงถ้ามีการขนส่งข้ามด่านอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่รัฐบาลประชาชนจะทำคือ ทำให้เกิดการตรวจร่วม เกิดด่านเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว รถขนส่งต้องวิ่งข้ามไปลาว เวียดนาม และไปถึงจีนโดยไม่ต้องเปลี่ยนหัวรถ ด้วยกรอบความร่วมมือการขนส่งของอาเซียนที่มีอยู่แล้ว สินค้าจะขนส่งได้อย่างรวดเร็วและถูกขึ้น
ที่สำคัญคือการขนส่งสินค้าทางอากาศ ปัจจุบันแม้ประเทศไทยจะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งสินค้าทางอากาศ แต่ยังขาดการพัฒนาสนามบิน จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า และการขนส่งต่อเนื่องจากสนามบินไปยังโหมดอื่นๆ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลประชาชนจะเร่งทำ รวมถึงการทำระบบเอกสารดิจิทัลต่างๆ ให้เชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว
3) การทำให้ถนนปลอดภัย โปร่งใส และสะดวก เริ่มจากการสร้างจุดพักรถเชื่อมต่อสู่ท่าเรือและด่านต่างๆ เพิ่มขึ้นและมีมาตรฐานมากขึ้น และผลักดันให้ระบบทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล ทั้งการจ่ายค่าปรับ ค่าธรรมเนียม การขอมาตรฐานต่างๆ รวมถึงระบบการตรวจสอบน้ำหนัก
นอกจากนั้นคือการพัฒนาทักษะของคนในภาคโลจิสติกส์ทุกคน กำจัดนอมินีที่มีมากมายในธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศไทย ต้องกำจัดทุนผูกขาด นอมินี และการขนส่งสินค้าที่ไม่เอื้อกับธุรกิจคนไทยให้หมดไป นี่คือสิ่งที่รัฐบาลประชาชนจะเร่งทำทันที
มณิศราชี้ว่า สิ่งที่ทุกคนจะได้คือต้นทุนสินค้าที่ถูกลง สินค้าถึงมือรวดเร็วขึ้น อีคอมเมิร์ซต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าระบบไหลลื่น ต้นทุนต่ำ วันนั้นประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน นี่คือเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลประชาชน ไม่เน้นการสร้างเยอะ แต่เน้นพัฒนาระบบที่สามารถทำงานประสานกันได้จริงและมีประสิทธิภาพ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน
