วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566

‘ก้าวไกล’ ยังไม่ตอบรับเข้าร่วม คกก.ศึกษาประชามติรัฐธรรมนูญ ถามรัฐบาลตอบให้ชัด กรอบใหญ่ยืนยันจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. เลือกตั้งทั้งหมด หรือไม่

 


‘ก้าวไกล’ ยังไม่ตอบรับเข้าร่วม คกก.ศึกษาประชามติรัฐธรรมนูญ ถามรัฐบาลตอบให้ชัด กรอบใหญ่ยืนยันจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. เลือกตั้งทั้งหมด หรือไม่

 

วันที่ 3 ตุลาคม 2566 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีปรากฏในรายงานข่าวเมื่อวานนี้ (2 ตุลาคม) ว่าภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระบุพรรคก้าวไกลได้ตอบรับเข้าร่วมคณะกรรมการศึกษาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ส่งรายชื่อ

 

พริษฐ์กล่าวว่า พรรคก้าวไกลต้องชี้แจงว่าเรายังไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมคณะกรรมการดังกล่าว ทางตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยได้ประสานมาที่ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกลเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว และชัยธวัชได้แจ้งกลับไปว่าจะนำมาหารือกับ สส. พรรค ซึ่งจะประชุมกันในวันนี้ ก่อนจะกลับมาให้คำตอบ

 

โดยเหตุผลหลักที่พรรคก้าวไกลยังไม่ตอบรับเข้าร่วม เพราะพรรคยังไม่ได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายหรือกรอบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการชุดนี้จะยึดถือ เพื่อใช้เป็นหลักสำหรับการหารือเพิ่มเติมในรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องประชามติ

 

ที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลได้แสดงจุดยืนมาตลอดว่าหลักการพื้นฐานที่พรรคก้าวไกลยึดถือและมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คือ (1) จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ (ไม่ใช่การแก้ไขเพียงบางหมวด หรือ บางมาตรา) และ (2) จัดทำโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด (ไม่ใช่ สสร. ที่มีส่วนผสมของการแต่งตั้ง)

 

ทั้ง 2 หลักการนี้ ไม่เป็นแต่เพียงจุดยืนของพรรคก้าวไกล แต่ยังเป็นข้อสรุปที่หลายฝ่ายทางการเมืองเคยมีร่วมกัน ผ่านทั้งผลการศึกษาของคณะกรรมาวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ในปี 2562-2563 ที่ได้ข้อสรุปว่าส่วนใหญ่เห็นตรงกันให้ ‘มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่’ โดย ‘สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากประชาชน’ อยู่ในหน้า 122 ของรายงาน

 

รวมถึงผลการลงมติของรัฐสภาต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปี 2563-2564 โดยในวาระที่ 1 สมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นชอบ 2 ร่างที่จะนำไปสู่การมี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ด้วยคะแนน 88% และ 79% ตามลำดับ ส่วนวาระที่ 2 สมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

 

โฆษกพรรคก้าวไกลกล่าวว่า หากทางรัฐบาลยังไม่ยืนยันว่าการทำงานและการหารือของคณะกรรมการศึกษาจะอยู่ภายใต้ 2 หลักการสำคัญดังกล่าว พรรคก้าวไกลมีความกังวลว่าคณะกรรมการศึกษาชุดนี้ (ซึ่งมีองค์ประกอบของตัวแทนจากรัฐบาลหรือคนที่รัฐบาลทาบทามเองเป็นส่วนใหญ่) อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการย้อนหลักการสำคัญที่เคยได้ข้อสรุปร่วมกันมาก่อนแล้วเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง

 

แต่หากทางรัฐบาลยืนยันว่าการทำงานและหารือของคณะกรรมการศึกษาจะอยู่ภายใต้ 2 หลักการสำคัญนี้ ตนเชื่อว่า สส. พรรคก้าวไกล จะยินดีให้ตัวแทนพรรคเข้าร่วมเพื่อให้ความเห็นและทำงานร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องแนวทางการทำประชามติ (เช่น จำนวนครั้ง กรอบเวลา คำถาม) และแนวทางด้านอื่นๆ (เช่น จำนวน สสร. กรอบเวลาทำงานของ สสร.)

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล #ประชามติรัฐธรรมนูญ

ประเสริฐ หนุน ‘อุ๊งอิ๊ง’ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้เหมาะสม เชื่อทำให้พรรคชนะเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นอันดับ 1

"วราวุธ" เตรียมถก "ชัชชาติ" แก้ปัญหาคนไร้บ้าน -ตกงาน ควักเงินช่วยค่าเช่าคนละครึ่ง ตั้งเป้าปี 79 ทุกคนต้องมีที่อยู่

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566

‘ก้าวไกล’ ประเดิม Policy Watch ชำแหละนโยบายดีอี ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำบทบาทฝ่ายค้านเชิงรุก วิจารณ์พร้อมข้อเสนอ แนะรัฐบาลทบทวนศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เร่งให้เกิดดิจิทัลไอดี ผ่านการติดกระดุม 5 เม็ด


‘ก้าวไกล’ ประเดิม Policy Watch ชำแหละนโยบายดีอี ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำบทบาทฝ่ายค้านเชิงรุก วิจารณ์พร้อมข้อเสนอ แนะรัฐบาลทบทวนศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เร่งให้เกิดดิจิทัลไอดี ผ่านการติดกระดุม 5 เม็ด

 

วันนี้ (2 ตุลาคม 2666) ณ อาคารอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าว Policy Watch จับตานโยบายด้านดิจิทัล โดยมี พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล ร่วมแถลงข่าวด้วย

 

พริษฐ์กล่าวเริ่มต้นว่า พรรคก้าวไกลต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเชิงรุกและฝ่ายค้านสร้างสรรค์ พยายามผลักดันวาระที่ได้สื่อสารกับประชาชน รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการเป็นรัฐบาลครั้งถัดไป โดยใช้กลไก Policy Watch แบ่งกลุ่ม สส. และทีมงานเป็นรายประเด็นในการติดตามนโยบายและการทำงานของรัฐบาล เพื่อวิเคราะห์ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล สำหรับประเด็นแรกเป็นนโยบายดิจิทัล ซึ่งรับผิดชอบโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เป็นหลัก

 

ด้านณัฐพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากช่วงเวลา 21 วันของการเข้ารับตำแหน่งของ ครม. เศรษฐา ทวีสิน มีความเคลื่อนไหวจากฟากกระทรวง DE มาเป็นระยะ ซึ่งการออกมาให้ข่าว เฉลี่ย 5 วันต่อครั้งของกระทรวง DE ถือเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและค่อนข้างทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะเรื่องการสั่งตั้งทีมเฉพาะกิจ เพื่อจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ และเป็น 21 วันที่เร็วเกินไปมาก ที่ตนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ถึงความล้มเหลว หรือความสำเร็จ ของการทำหน้าที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายอย่าง ที่ตนคิดว่ารัฐบาล ควรทำให้เกิดความชัดเจนได้มากกว่านี้ และสามารถสั่งการได้ทันที ในช่วงเวลา 21 วันที่ผ่านมา

 

อย่างแรก พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับการให้มีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ที่ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาล ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยเพราะวันนี้พรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยเพราะการทำศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ ขัดกับแนวปฏิบัติของ IFCN และขัดกับแนวทางที่องค์กรสื่อสากลให้การยอมรับ รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนบทบาทของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ว่าจะทำอย่างไรให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งนี้ดำรงความเป็นกลาง เพื่อสร้างการยอมรับจากสากล

 

ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอสะท้อนภาพอีกมุมของการทำงานของกระทรวง DE ที่ตนอยากเห็น แต่ยังไม่เห็นใน 21 วันที่ผ่านมา เพื่อให้รัฐบาลมองเห็นภาพการดำเนินนโยบายด้านดิจิทัลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่ หนึ่ง รัฐบาลควรเร่งดำเนินการให้เกิด Digital ID หรือตัวแทนของบัตรประชาชน ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อทำให้เกิดระบบนิเวศน์ข้อมูล ที่เป็นหนึ่งเดียว เปิดกว้าง และไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านการดำเนินการที่เรียกว่ากระดุม 5 เม็ด ได้แก่ กระดุมเม็ดที่ 1 เร่งเจรจาเพื่อแปลงสภาพบริษัท NDID ให้อยู่ในรูปแบบนิติบุคคล ที่ไม่มีสถานะขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเปลี่ยนชื่อ NDID (National Digital ID) เป็น NDXP หรือ National Data Exchange Platform เพื่อให้ NDID ไม่ดำรงตนอยู่ในฐานะคู่แข่งของ IdP หรือ Identity Provider อื่น อาทิ แอป ThaID ของกระทรวงมหาดไทย

 

กระดุมเม็ดที่ 2 กำหนดให้ NDXP เป็นบริการของรัฐ และเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ที่รัฐจัดให้มี และให้บริการแก่ประชาชนฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย กระดุมเม็ดที่ 3 รัฐบาลต้องสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย เจ้าของแอป ThaID ทำการเชื่อมระบบเข้า NDXP เป็น IdP ที่ให้บริการแก่ประชาชนฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม

 

กระดุมเม็ดที่ 4 รัฐบาลต้องสั่งการให้ทุกหน่วยงานของรัฐ ที่ถือข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ทำการเชื่อมระบบเข้า NDXP เป็น AS หรือ Authoritative Source โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อทำให้ประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ที่ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ไปใช้ประโยชน์ต่อได้ในอนาคต

 

กระดุมเม็ดที่ 5 เร่งพิจารณา กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้สูงหากมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในระบบเศรษฐกิจระหว่างกัน อาทิ ข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลด้านการเงิน และข้อมูลด้านการเดินทาง เพื่อเร่งกำหนดมาตรฐานกลาง ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างรัฐและเอกชน อำนวยความสะดวกให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้จริง

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า ภาพต่อมาที่ตนอยากเห็น คือการประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับ Cloud-First Policy แก้ไขบรรดา กฎ ระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ต่อการประยุกต์ใช้ Cloud ของภาครัฐ เนื่องจากระเบียบสำนักงบประมาณและระเบียบกระทรวงการคลังที่ล้าสมัยและถูกบังคับใช้ขณะนี้ กำลังเป็นกำแพงไม่ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเลือกใช้ Cloud Software อย่าง Google Workspace, Microsoft365, Adobe Creative Cloud, Slack, Notion ฯลฯ และ Cloud Software อื่น ๆ แบบที่โลกเอกชนใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันได้ พร้อมกับการตั้งเป้าหมายว่ารัฐบาลจะสามารถประหยัดเม็ดเงินงบประมาณ จากการย้ายขึ้น Cloud ได้ปีละกี่พันล้านบาท เพื่อทำให้ประชาชนเห็นภาพ ว่าในฐานะผู้เสียภาษี พวกเขากำลังได้ประโยชน์อะไร จากการทำ Cloud-First Policy

 

ทั้งนี้ สิ่งที่มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งควรเร่งลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ Cloud Data Center จะถูกลงทุนและสร้างเสร็จในประเทศไทย คือ การที่รัฐบาลต้องสั่งให้ทุกกระทรวง และทุกหน่วยงานของรัฐ ทำการสำรวจข้อมูลในระบบสารสนเทศของตนเอง เพื่อทำการจำแนกชั้นความปลอดภัยข้อมูล ว่าส่วนใดที่นำขึ้น Cloud ได้ และส่วนใดที่นำขึ้น Cloud ไม่ได้ ซึ่งจากประสบการณ์ของรัฐบาลในต่างประเทศ ที่ย้ายขึ้น Cloud ไปหมดแล้ว ประมาณ 80-90% ของข้อมูลภาครัฐ สามารถนำขึ้น Cloud ได้ทั้งหมด

 

ณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ภาพต่อมา คือความคืบหน้าที่กระทรวง DE รื้อโปรเจกต์ Super App ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเห็นว่าจำเป็นต้องทำ และต้องเริ่มสั่งการทันที อาศัย มติ ครม. เพื่อให้มีผลผูกพันทุกกระทรวง โดยให้มีคำสั่งห้าม มิให้หน่วยงานของรัฐ เสนอตั้งงบประมาณเพื่อพัฒนาแอปหรือเว็บไซต์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ เว้นแต่หากมีความจำเป็นจริง ๆ ก็ให้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน และมี รมว.ดิจิทัล นั่งเป็นกรรมการเสียก่อน ส่วนบริการก่อนหน้านี้ที่ได้พัฒนาเสร็จไปแล้ว ก็ควรมี มติ ครม. กำกับ เพื่อสั่งให้ทุกกระทรวง ทำการบูรณาการและเชื่อม API เข้ามาที่แอป ‘ทางรัฐ’ หรือเว็บ Citizen Portal Platform ให้เสร็จภายใน 4 ปี พร้อมกันนี้ รัฐบาลควรแก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง บังคับให้ทุกหน่วยงานภาครัฐที่กำลังสั่งจ้างพัฒนา Software ขึ้นมาใหม่ ต้องมีการระบุเงื่อนไขและมาตรฐานขั้นต่ำไว้ใน ToR ทุกโครงการ เพื่อยกระดับคุณภาพ Software ของรัฐให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ที่ประชาชนและภาคเอกชน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้

 

และภาพสุดท้าย คือการป้องกันการถูกแฮ็กของเว็บภาครัฐ เนื่องจากที่ผ่านมาแอดมินเพจภาครัฐในหลาย ๆ เพจ ตั้งค่าความปลอดภัยต่ำกว่ามาตรฐาน เช่น ใช้ Username & Password ร่วมกันหลายคน และแถม 1 Username ยังใช้ดูแลหลาย ๆ เพจ ทำให้เมื่อแฮกเกอร์ขโมย Username & Password ไปได้ 1 บัญชีแล้ว เขาสามารถแฮ็กทีเดียวไปได้หลาย ๆ เพจ หากรัฐบาลกำหนดนโยบายมาบังคับใช้ทุกเพจภาครัฐ จะต้องใช้การยืนยันตัวตนแบบ 2FA: Two-factor Authentication อาทิ การส่งรหัส OTP มาที่เบอร์มือถือ เพื่อยืนยันการ login ซ้ำอีกครั้ง ก่อนการเข้าสู่ระบบ ทางแพลตฟอร์มก็พร้อมให้การสนับสนุน และสามารถดำเนินการได้ในทันที

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล #นโยบายดีอี




‘ชัชชาติ’ รับข้อเรียกร้อง 'สลัม 4 ภาค' เนื่องใน'วันที่อยู่อาศัยโลก' เพื่อร่วมแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมือง ชี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องหารือกับรัฐบาล ย้ำกทม.ให้ความสำคัญสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เพื่อสิทธิเท่าเทียมกับคน กทม.

 


‘ชัชชาติ’ รับข้อเรียกร้อง 'สลัม 4 ภาค' เนื่องใน'วันที่อยู่อาศัยโลก' เพื่อร่วมแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมือง ชี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องหารือกับรัฐบาล ย้ำกทม.ให้ความสำคัญสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เพื่อสิทธิเท่าเทียมกับคน กทม.

 

วันนี้ (2 ตุลาคม 2566) เวลา 08.00 น. ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เครือข่ายสลัม 4 ภาค พร้อมแนวร่วม จัดกิจกรรมรณรงค์ #เดินเพื่อบ้าน เนื่องใน'วันที่อยู่อาศัยโลก' (World Habitat Day) ที่ทางองค์การสหประชาชาติประกาศไว้ โดยเริ่มตั้งขบวนที่ลานคนเมือง และเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กระทรวงคมนาคม องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น และทำเนียบรัฐบาล

 

เวลา 9.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออกมารับหนังสือเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ยื่นข้อเรียกร้องต่อหน่วยงาน กทม. เพื่อขอให้ช่วยเหลือในการจัดที่ดินที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

นายชัชชาติ ได้กล่าวว่าเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราไม่มีที่อยู่อาศัยที่เป็นหลักแหล่ง ก็จะเป็นการยากต่อการพัฒนาชีวิตให้มีคุณภาพได้ โดยชัชชาติ ได้ระบุว่า กทม. ไม่ได้มีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่เป็นของหน่วยงานอื่น เช่นการรถไฟ การทางฯ ที่พัสดุ กรมธนารักษ์ ต่าง ๆ ดังนั้น กทม. จึงทำหน้าที่เพียงผู้ประสาน เพื่อขอใช้ที่ดินเท่านั้น และเป็นหน้าที่ ที่ต้องดูแลพี่น้องให้ดีที่สุด

 

ทั้งนี้โครงการหลัก ๆ ที่ดำเนินการอยู่ที่บริเวณคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว ที่ทำบ้านมั่นคงอยู่ โดย กทม. จะพยายามเดินหน้าโครงการเหล่านี้อย่างเต็มที่ นายชัชชาติกล่าว

 

นายชัชชาติยังได้ย้ำอีกว่ากทม.ให้ความสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มคนจนเมือง ด้วยการจัดหาห้องเช่าราคาถูก และการให้สวัสดิการขั้นพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแก้ปัญหาเรื่องการสร้างที่รุกล้ำลำคลองสาธารณะ ทั้งที่คลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงติดปัญหาบางส่วน ที่ไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่

 

ส่วนเรื่องการอยู่อาศัยในพื้นที่ของหน่วยงานอื่น ก็อาจจะต้องมีการหารือร่วมกัน หากสามารถร่วมมือกันได้เชื่อว่าจะมีทางออกให้กับทุกคน

 

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า มองว่ารัฐบาลใหม่มา ก็จะมีการรับฟังพวกเราได้อย่างดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ กทม. จะนำไปหารือกับรัฐบาล ซึ่งเรามีคณะทำงานที่นายกฯ จัดตั้งขึ้นมาในการแก้ไขปัญหา ส่วนโครงการที่ทำอยู่แล้ว เราจะเร่งดำเนินการต่อ ซึ่งบางโครงการอาจจะช้าแต่จะเร่งทำให้โดยเร็วที่สุด

 

จากนั้นเครือข่ายฯได้อ่านข้อเรียกร้องและยื่นหนังสือต่อ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับข้อเรียกร้อง เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ปี 2566 มีดังนี้

 

1. ให้ กทม. เป็นหน่วยงานในการขอที่ดินสาธารณะ และที่ดินของหน่วยงาน กทม. เพื่อให้ชุมชน จัดสร้างที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีโครงการบ้านมั่นคง ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเข้ามาสนับสนุน

 

2. กทม. ต้องหยุดใช้กฎหมาย ปว.44 ที่มาจากอำนาจเผด็จการ และลิดรอนสิทธิมนุษยชน ในกระบวนการยุติธรรม และให้มีกระบวนการยกเลิก ปว.44 นี้

 

3. ให้มีมาตรการที่ชัดเจน เพื่อให้ชุมชนสามารถปรับปรุง สร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยที่เดิมได้ โดยมีหลักเกณฑ์ที่ประกอบด้วย ต้องเป็นชุมชน ที่ปลูกบ้านเรือนไม่ลุกล้ำคลอง หรืออยู่ในสภาพที่ขัดขวางการระบายน้ำ และมีพื้นที่ในการปรับปรุงผังการอยู่อาศัยใหม่ให้เป็นระเบียบ ไม่ขัดขวางการระบายน้ำ รวมถึงเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เสื่อมสภาพแล้ว ไม่สามารถใช้ในการระบายน้ำได้ ให้ชุมชนจัดผังการอยู่อาศัยใหม่ในพื้นที่เดิม

 

4. ในกรณีชุมชนไม่สามารถอยู่ที่เดิมได้ ให้ กทม. ขอใช้ที่ดินสาธารณะในเมือง เพื่อเป็นพื้นที่รองรับการย้ายไปสร้างชุมชนใหม่

 

5. ให้ กทม. สนับสนุน และสำรวจชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ริมคลอง ในเขต กทม. ร่วมกับเครือข่ายภาคีองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ได้ข้อมูลชุมชนที่ชัดเจน เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา

 

6. ให้ชุมชนในพื้นที่ กทม. สามารถจดแจ้งชุมชนได้ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัย และแรงงานที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร ได้เข้าถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตพื้นฐาน และ กทม. สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการทำแผนการพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

7. ให้มีนโยบายการเก็บภาษีรายแปลงย่อยตามการอาศัยอยู่จริง หรือตามทะเบียนบ้านของผู้อยู่อาศัยในโครงการ

 

8. จัดทำข้อมูลชุมชนในโครงการบ้านมั่นคงในพื้นที่ กทม. ร่วมกัน (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, กทม. และองค์กรชุมชน)

 

9. ต้องการการสนับสนุนจาก กทม. ในเรื่องอำนวยการ การจัดสร้างที่อยู่อาศัย ในโครงการบ้านมั่นคง และการพัฒนาสาธารณูปโภค

 

10. ให้แจ้งนโยบายการสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคง และประสานงานกับสำนักงานเขต ให้มีการสนับสนุน และมี แผนการพัฒนาโครงการบ้านมั่นคงในพื้นที่ร่วมกัน ระหว่างองค์กรชุมชน สำนักงานเขต และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

 

11. มีการดำเนินการนำร่องห้องเช่าราคาถูกย่านหัวลำโพง ร่วมกับ สสส. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และกำลังดำเนินการที่ศูนย์คนไร้บ้าน จ. ปทุมธานี และก่อสร้างแล้วเสร็จที่ซอย เลียบวารี 79 เขตหนองจอก จึงต้องการ การสนับสนุนจากกรุงเทพมหานครในการสร้างรูปธรรมที่อยู่อาศัยเช่า ราคาถูกให้หลากหลาย รองรับผู้เช่าห้องในเมือง และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูก สำหรับคนเริ่มต้นทำงาน ของกรุงเทพมหานคร

 

12. กรุงเทพมหานครจะดำเนินการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูกอย่างไร เริ่มดำเนินการในช่วงเวลาไหน ซึ่งทางเครือข่าย และหน่วยงานภาคีต่าง ๆ จะมีส่วนร่วมได้อย่างไร

 

13. มีการดาเนินการพัฒนานโยบายห้องเช่าราคาถูก ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และภาคีต่าง ๆ (ตามเอกสารแนบ) ซึ่งต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ในการบูรณาการ และเพิ่มศักยภาพใน การพัฒนานโยบาย และรูปธรรม

 

14. ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขต ให้ดำเนินการสร้างความเข้าใจกับชุมชนที่ต้องรื้อย้าย ให้รับรู้และย้ายชื่อไปไว้ใน ทะเบียนบ้านอื่นที่มี

 

15 .กรณีที่จะย้ายไปสร้างชุมชนใหม่ในโครงการบ้านมั่นคง ให้สำนักงานเขตออกทะเบียนบ้านให้ก่อน 1 หลัง เพื่อ รองรับผู้ที่จะรื้อย้ายไป และเมื่อสร้างบ้านเสร็จ ก็สามารถดำเนินการย้ายเข้าทะเบียนบ้านของตัวเองได้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สลัม4ภาค




นายกฯ ห่วง ‘สุโขทัย’ น้ำทะลัก! กำชับหน่วยงานเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมฟื้นฟูบ้านเรือน ปชช. อย่างเร่งด่วน

 


นายกฯ ห่วง ‘สุโขทัย’ น้ำทะลัก! กำชับหน่วยงานเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมฟื้นฟูบ้านเรือน ปชช. อย่างเร่งด่วน


เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปสภาพอากาศ จาก ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำ


ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์  กล่าวรายงานสรุปสภาพอากาศว่า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากร่องมรสุมพุดผ่านส่งผลให้ให้ภาคเหนือ และภาคอีสานได้รับผลกระทบจากน้ำฝน  มีน้ำท่วมขัง และดินสไลด์บางพื้นที่ หลังจากนี ตั้งแต่วันที่ 3-7 ต.ค. น้ำฝนจะลดน้อยลง มวลอากาศเย็นเข้ามาแทนที่ และฝนกลับมาตกจำนวนมากอีกครั้ง ตั้งแต่ 7 ต.ค. เป็นต้นไป สำหรับข้อกังวลเรื่องพายุโคอินุ ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ


ด้าน สุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำว่า ภาพรวมจากปริมาณฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทย ตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2566 เป็นต้นมา ทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณ น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในพื้นที่  เช่น ลุ่มน้ำวัง มีพื้นที่ น้ำท่วมเนื่องจากปริมาณนในแม่น้ำวังล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบกับจังหวัดลําปาง และจังหวัดตากบางส่วน ลุ่มน้ำ ยม-น่าน


จากปริมาณฝนที่ตกในเขตจังหวัดแพร่ ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้น เริ่มมีผลกระทบกับ จังหวัดสุโขทัยบางส่วน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านยังคงสูงขึ้น ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการน้ำและจัด จราจรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง


โดยควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้มีผลกระทบ ต่อพื้นที่ท้ายน้ำน้อยที่สุด ในส่วนลุ่มน้ำชี-มูล พื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำชีปริมาณน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนในพื้นที่แม่น้ำชีตอนล่างยังคงมีน้ำล้นตลิ่งบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และจังหวัดยโสธร แต่มีแนวโน้ม ลดลง และในส่วนของลุ่มน้ำมูล มีน้ำท่วมบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากปริมาณน้ำล้นตลิ่งบริเวณสถานี M.7 อำเภอวารินชําราบ โดยปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันสามารถระบายน้ำได้อย่างต่อเนื่อง


ภายหลังรับฟังบรรยายสรุป ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ จากทุกหน่วยงาน ที่ ร่วมกันทำงานอย่างหนัก ตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มที่ และได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาตลอด และเป็นห่วงพี่น้องประชาชน วันนี้ต้องมาดูด้วยตัวเองที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำแห่งนี้ ทั้งเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำแบบ Real Time เพื่อรับฟังข้อติดขัดในการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยให้ท่านได้ทำงานอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพที่สุด ที่สำคัญก็อยากมาให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน


ขณะที่ เศรษฐา กล่าวว่า วันนี้มีสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ กรมอุตุฯ และ ปภ. มาร่วมกันประเมินสถานการณ์น้ำและร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อให้การทำงานคล่องตัวที่สุด เบื้องต้น จากที่ได้รับฟังรายงาน เป็นห่วงสถานการณ์ในจังหวัดลำปาง แพร่ และอุบลฯ ที่ถึงแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงบ้าง แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมทั้งต้องดูแล ฟื้นฟูและซ่อมแชมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนอย่างเรงด่วน โดยเฉพาะ ณ ขณะนี้จังหวัดสุโขทัย น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะต้องรองรับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากจังหวัดแพร่ ซึ่งไหลเข้าท่วมทั้งในพื้นที่เกษตรกรรมและตัวเมืองบางส่วนแล้ว


นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ย้ำเรื่องสำคัญที่ต้องหารือ คือการวางแผนรับมือกับมวลน้ำที่จะเข้ามาอีกระลอก ซึ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงไปกว่าเดิม การประชุมวันนี้ขอให้ทุกท่านให้ความเห็นอย่างเต็มที่ ติดขัดอะไรขอให้พูดกันตรงๆ เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดและทันสถานการณ์


ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการสั่งการในที่ประชุม นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติม โดยยอมรับว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำที่ จ.สุโขทัย เนื่องจากวันนี้ (2 ต.ค.) เวลา 08.00 น. มวลน้ำก้อนใหญ่จะไหลเข้าพื้นที่ แต่ก็ได้สั่งการให้รับมือแล้ว


ส่วนการพัฒนาระบบเตือนภัยให้แก่ประชาชน อาทิ ระบบ SMS เตือนภัย เศรษฐา กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เดี๋ยวไปดูทั้งหมด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เศรษฐาทวีสิน #สถานการณ์น้ำ #น้ำท่วม #สุโขทัย




วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566

"ไข้หวัดใหญ่" ระบาดหนักมาก "หมอหวาย" แนะกระทรวงสาธารณสุข ควรเร่งออกมาตรการเพื่อลดความสูญเสีย

 


"ไข้หวัดใหญ่" ระบาดหนักมาก "หมอหวาย" แนะกระทรวงสาธารณสุข ควรเร่งออกมาตรการเพื่อลดความสูญเสีย


วันนี้ (1 ตุลาคม 2566) นพ.สลักธรรม โตจิราการ หรือ หมอหวาย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนักมากในช่วงนี้ พร้อมทั้งอยากให้ทางกระทรวงสาธารณสุขออกมาตรการรองรับ โดยมีใจความว่า


เรียนผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนักมากในระดับน้อง ๆ โควิด19 รอบโอไมครอน และสามารถทำให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือกลุ่ม ”608” เสียชีวิตได้ ผมอยากเห็นกระทรวงสาธารณสุขเทคแอคชั่นบางมาตรการที่เคยใช้ตอนยุคโควิด 19 บ้าง เช่น


- การรณรงค์ใส่หน้ากากและล้างมือในพื้นที่ในร่มและพื้นที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจหนัก ๆ 


- การระดมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เชิงรุกเพื่อลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิต 


- การทำให้ ATK ตรวจไข้หวัดใหญ่ราคาถูกและการเข้าถึงง่าย ๆ พอ ๆ กับ ATK ตรวจโควิดที่ตอนนี้ร้านสะดวกซื้อก็มีขาย เพื่อให้ประชาชนคัดกรองได้ง่าย


- การตรวจ ATK ไข้หวัดใหญ่เวลามีงานรวมกลุ่มในร่มที่ต้องมีการเปิดหน้ากากหรือรับประทานอาหารร่วมกัน


- ช่วงที่ระบาดรุนแรงอาจพิจารณาคัดกรอง ATK ในหน่วยงานที่รวมตัวคนมากๆเช่นโรงงาน โรงเรียน เป็นต้น


- การจัดซื้อยาต้านไวรัสให้เพียงพอ


- การเตรียมอุปกรณ์ด้านอื่น เช่น เตียงผู้ป่วยไอซียู เครื่องช่วยหายใจ หน้ากากอนามัยรุ่นหนา แอลกอฮอล์ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนแบบตอนโควิด19 อีก


- การวิจัยวัคซีนไข้หวัดใหญ่โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ภายในประเทศไทย


(บางมาตรการที่อาจหนักข้อไปเช่นการล็อกดาวน์อาจไม่ต้องนำมาใช้ครับ)


ถ้าเราเอาบทเรียนเรื่องมาตรการที่ได้ผลจากยุคโควิด19 มาใช้ เราจะลดความสูญเสียได้อีกไม่น้อยเลยครับ


นอกจากนี้ "หมอหวาย" ยังได้แนบภาพตัวอย่างหฝภาพ ATK สำหรับตรวจไข้หวัดใหญ่และ RSV มาให้ดูด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไข้หวัดใหญ่ #กระทรวงสาธารณสุข