พรรคประชาชนเปิดเวทีกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ‘วิโรจน์’ ซัดงบไม่พอไม่ควรเป็นข้ออ้างแก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้ ชูออกพันธบัตรปฏิรูประบายน้ำกรุงเทพฯ จบน้ำท่วมใน 5 ปี ด้าน ‘ชัยวัฒน์’ ลั่นจะไม่เป็นแค่พ่อบ้าน แต่จะเป็นพ่อเมืองจบปัญหา หากเป็นผู้ว่าฯ พร้อมเลิกสัญญาโรงขยะอ่อนนุชทันที ‘ณัฐพงษ์’ ขอแรงส่งส้มยกจังหวัด ชี้เปลี่ยนกรุงเทพฯ ได้ต้องมีทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.
วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่สนามกีฬาหมู่บ้านเคหะธานี 4 เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. โดย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ได้ร่วมการปราศรัยกับผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนจากทั้ง 9 เขต และ สส.กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกอย่างพร้อมเพรียง โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมการบริหารพรรคประชาชน ร่วมเวทีปราศรัย
วิโรจน์ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้กรุงเทพฯ จะพัฒนาไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่กรุงเทพฯ ยังไปไกลกว่านี้ได้ มหานครของโลกพัฒนาเมืองโดยมีทีมนโยบายที่คอยคิดว่า ถ้าเมืองจะล้มเหลวจะเกิดจากสาเหตุอะไร ต้องหาวิธีป้องกันให้ได้ และจะไม่ยอมให้เมืองสะดุดด้วยปัญหาเดิมๆ อีกครั้ง
ที่ผ่านมากรุงเทพฯ เคยเผชิญกับวิกฤตอย่างน้อยสองเรื่อง คือมหาอุทกภัยในปี 2554 และโควิด-19 จนหลายคนตั้งคำถามว่า หากกรุงเทพฯ เจอกับเหตุการณ์อุทกภัยแบบนั้นอีกครั้ง ด้วยศักยภาพและระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ จะสามารถรับมือให้ผลกระทบจากภัยพิบัติลดน้อยลงกว่าที่เคยเป็นได้หรือไม่ หรือหากเจอโรคระบาดในระดับเดียวกับโควิด-19 จะสามารถป้องกันไม่ให้คนเสียชีวิตมากขนาดที่เคยเจอได้หรือไม่ วิโรจน์บอกว่า ไม่มั่นใจ นี่คือสาเหตุที่กรุงเทพฯ ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่มาก
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า ด้วยสภาวะโลกรวน ทำให้ปัญหาอุทกภัยมีความรุนแรงมากขึ้น กรุงเทพฯ รับมือด้วยการระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำ 97 แห่ง ความสามารถในการระบายน้ำอยู่ที่ 1,200-1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีอุโมงค์ยักษ์ 5 สายที่ใช้งานได้จริง แต่ถ้าเพียงพอแล้วปัญหาระบบระบายน้ำท่วมขังต้องดีกว่านี้ แม้จะมีการพัฒนา แต่ปัญหาก็รุกคืบตามไปด้วย วิโรจน์ย้ำว่า มีทางเดียวคือกรุงเทพฯ ต้องคิดให้ใหญ่กว่านี้ และต้องแซงปัญหาให้ได้ โดยเฉพาะน้ำท่วม ซึ่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกใช้เวลานานที่สุดในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งทุกวันนี้ระบายผ่าน 2 คลองหลัก คือคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต กับคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งมีขีดความสามารถในการระบายน้ำไม่เพียงพอ
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า การลอกคลองและท่อระบายน้ำต้องทำมากกว่าและคิดใหญ่กว่าเดิม ทำให้ต้องการผู้ว่าที่กล้าท้าทายกว่าผู้ว่าฯ คนเก่า สานต่องานของผู้ว่าฯ คนเก่าอย่างเต็มที่ และระบบระบายน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
การระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เป็นเรื่องที่ใช้เทคโนโลยีอะไรวุ่นวาย แต่คือ pipe-jacking หรือการสอดท่อลงไปเพื่อลัดน้ำลงคลอง ซึ่งแต่เดิมกรุงเทพฯ ทำหลายเส้นมาก บางปีงบประมาณทำได้ถึงหลักสิบเส้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด ปัจจุบันปีหนึ่งทำได้ไม่เกิน 3-4 โครงการ
“อย่าเอางบประมาณมาหยุดความฝันของคนกรุงเทพฯ อย่าเอางบประมาณมาทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องยอมทน เพราะกรุงเทพฯ หาเงินได้ ไม่ต้องรอ ถ้าบอกว่าต้องทำแค่ 10 เส้น เพราะถ้าทำมากกว่านี้จะกระทบกับการจราจรก็ยังโอเค แต่จะต้องไม่ใช่เพราะติดเรื่องเงินหรือเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงาน” วิโรจน์กล่าว
วิโรจน์ยังระบุต่อไปว่า ระบบเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT ก็จะต้องมีการติดเพิ่มเพื่อมอนิเตอร์ระดับน้ำ เพื่อให้ระบบศูนย์ควบคุมสั่งการในการระบายน้ำสามารถสั่งการทางไกลได้ ปรับปรุงประตูระบายน้ำให้มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยี ทำให้การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแม้จะต้องใช้เงินระดับถึงแสนล้านในระยะ 5 ปี แต่ผู้ว่าฯ ก็ต้องกล้าคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อออกพันธบัตร 25,000 ล้านบาทเป็นระยะเวลา 5 ปี แม้จะมีดอกเบี้ย แต่ก็ดีกว่าการชะลอโครงการที่ควรจะทำ ซึ่งแนวคิดของพรรคประชาชนคือ กล้าที่จะออกพันธบัตรเพื่อทำระบบระบายน้ำแบบที่ไม่ต้องรอคอยงบประมาณ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ต้องทำพร้อมกันให้เสร็จภายใน 5-6 ปี
“นี่คือเส้นเลือดใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ ที่จะมาเสริมกับเส้นเลือดฝอย ตอนนี้เส้นเลือดฝอยไขมันไม่อุดตันแล้ว แต่หัวใจที่ตีบอยู่ได้เวลาทำบอลลูน ทำระบบระบายน้ำใหม่ให้กรุงเทพฯ ปลอดภัยจากน้ำท่วมไปอีก 10-20 ปีข้างหน้าให้ได้” วิโรจน์กล่าว
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือขยะ ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีขยะประมาณ 9,000 ตันต่อวัน ความน่ากังวลคือกรุงเทพฯ ใช้วิธีการฝังกลบประมาณ 60-70% ซึ่งตราบใดที่ยังไม่สามารถหาวิธีในการแยกขยะที่เป็นเศษอาหารที่มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 49% ได้ ขยะเหล่านั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย กรุงเทพฯ ต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและสื่อสารกับประชาชนว่าปัญหาขยะสามารถแก้ได้ด้วยการแยกขยะ แต่ไม่ใช่การผลักภาระ
และวันนี้โรงขยะ 800 ตันกับ 1,000 ตันที่อ่อนนุชกำลังจะหมดใบอนุญาตในปี 2570 วิโรจน์ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องให้คนอ่อนนุชทนรอจนถึงปี 2570 เพราะ กทม. สามารถยกเลิกสัญญาได้เลย โดยเจรจากับผู้ประกอบการ หาทางชดเชยให้เลิกก่อนหมดสัญญา โรงขยะ 800 ตันที่ทำก๊าซชีวภาพและเชื้อเพลิง ปรับปรุงใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่เป็นแบบปกปิดจริงๆ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ส่งเสริมให้มีศูนย์รีไซเคิล เปลี่ยนขยะให้เป็นเชื้อเพลิง ก็จะสามารถทำให้ปัญหาขยะในภาคตะวันออกของกรุงเทพฯ ลดลงได้
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับสภา กทม. ที่จะมีการเลือกพร้อมผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าใครก็ตามมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้วถูกล้อมรอบด้วย ส.ก. ที่หากินตบทรัพย์ คิดแต่จะผันงานให้กับผู้รับเหมาและพ่อค้าในเครือข่าย แล้วหวังให้แบ่งเปอร์เซ็นต์มาให้ตัวเองกับข้าราชการในเครือข่าย ผู้ว่าฯ จะทำงานไม่ได้ เพราะโครงการที่ดีที่ต้องการนำเสนอให้กับประชาชน การแก้ปัญหาทุจริตงบประมาณแปรญัตติ ต้องป้องกันไม่ให้โจรสวมสูทเข้าไปเป็นสมาชิกสภา กทม. ให้ได้ และทางเดียวก็คือเลือก ส.ก. จากพรรคประชาชนให้ครบทั้ง 50 คน 50 เขต เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์เอามาทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพฯ
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการเดินทางในกรุงเทพฯ ว่าจะดีกว่านี้หรือไม่ถ้ามีรถเมล์มากกว่านี้ และเดินทางด้วยรถเมล์ได้จริง โดยยกตัวอย่างการหาเสียงที่คลองสามวา ที่มีป้ายรถเมล์เยอะมากแต่แทบไม่มีรถเมล์วิ่ง ซึ่งนอกจากรถเมล์แล้ว ชัยวัฒน์ยังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงการโดยสารทางเรือผ่านคลองเส้นต่างๆ และกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกก็มีศักยภาพอยู่แล้ว
“ตั้งแต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรกผ่านมา 51 ปี กรุงเทพฯ ก็ยังไม่ค่อยไปไหน ปัญหาที่ต้องแก้ไขก็คือปัญหาเดิม ไม่ว่าจะการเดินทาง โรงขยะที่คนอ่อนนุชต้องทนกลิ่นเหม็นมา 20 ปี ถ้าผู้ว่าฯ เดือดร้อนแทนคนกรุงเทพฯ เรื่องขยะแบบนี้ควรจะต้องจบไปนานแล้ว แต่ทุกวันนี้ปัญหานี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม เลือกตั้งมา 51 ปี มีผู้ว่าฯ กทม. มา 17 คน กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่คนเลือกตั้งผู้ว่าฯ มาเอง ผู้ว่าฯ ควรจะต้องทำอะไรได้มากกว่านี้”
ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า มีคนเปรียบเทียบว่างานผู้ว่าฯ ก็เหมือนงานพ่อบ้าน ทำไปเก็บกวาดบ้านไป ทำทางเท้า ทำถนน ลอกท่อ ปะผุกันไป น้ำก็ยังท่วมเหมือนเดิม รถยังติดเหมือนเดิม รถเมล์ยังน้อยเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริง คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องการผู้ว่าฯ แบบ ‘พ่อบ้าน’ ที่จะมาทำงานบ้าน แต่ต้องการ ‘พ่อเมือง’ ที่จะมาแก้ปัญหาให้จบ และยืนยันว่า หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. โรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็นต้องยกเลิกสัญญาทันที
ส่วนเรื่องคลอง ทุกวันนี้กรุงเทพฯ ลอกได้ครึ่งเดียว จึงต้องลอกให้ครบทั้ง 100% เพื่อให้ระบายน้ำได้ดีช่วงหน้าฝน แม้จะเป็นงานแบบพ่อบ้านแต่ก็ต้องทำแบบพ่อบ้านที่เอาจริง และทำแบบพ่อเมือง แก้ปัญหาน้ำท่วมให้จบด้วยการแยกท่อน้ำฝนออกมา ไม่ใช่นำน้ำฝนและน้ำเสียมารวมไหลไปในท่อเดียวกัน
ปัญหาเรื่องการทุจริต ชัยวัฒน์มองว่า ผู้ว่าฯ ต้องเป็นคนเข้ามาแก้ให้จบ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบ แต่เงินภาษีของประชาชนถูกทำให้รั่วไหลออกไปผ่านการทุจริต เรื่องแบบนี้ไม่ต้องบอกว่าผู้ว่าฯ มีอำนาจหรือไม่ แต่ต้องถามว่ามีใจที่จะแก้ไขหรือไม่ คนกรุงเทพฯ เลือกมาโดยตรงต้องแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ให้จบให้ได้
ส่วนปัญหาด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะใบส่งตัวที่คนกรุงเทพฯ เจอกัน ถ้ามองว่าไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯ ก็จบอยู่แค่นั้น แล้วปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ไข แต่ผู้ว่าฯ ที่เป็นพ่อเมืองจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนกรุงเทพฯ เช่น เป็นเจ้าภาพไปคุยกับ สปสช. แก้ปัญหาระบบการจ่ายเงิน นำศูนย์บริการสาธารณสุขเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพคนกรุงเทพฯ ได้ดีขึ้น
“แม้จะไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯ แต่ถ้ามันคือความเดือดร้อนของประชาชน พ่อเมืองก็ต้องทำ ผมจะเป็นตัวอย่างให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็น และเป็นตัวอย่างให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็น ว่าผู้ว่าฯ ที่ประชาชนเลือกต้องรับใช้ประชาชน จบปัญหาให้ได้ ไม่ใช่อยู่แค่จบครบเทอม คนกรุงเทพฯ ต้องให้โอกาสกับตัวเอง กล้าที่จะเลือกคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม กล้าที่จะจบปัญหาเรื้อรังต่างๆ ของ กทม. แล้วเราจะสร้างกรุงเทพฯ เพื่อลูกหลานของเราไปด้วยกัน” ชัยวัฒน์กล่าว
ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ฝันใหญ่ของพรรคประชาชน ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ คือเรื่องการผลักดันการกระจายอำนาจ เพราะท้องถิ่นประเทศไทยในปัจจุบันยังคงถูกกดทับและรวมศูนย์อยู่ แม้แต่กรุงเทพฯ ที่ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนก็ยังไม่มีอำนาจในการย้ายเสาไฟฟ้าสักต้น เพราะมีหลายเจ้าภาพ ผู้ว่าฯ จึงต้องเป็นมือประสานสิบทิศ
ส่วน ส.ก. เปรียบเสมือนเป็นคนดูแลกระเป๋าเงินของผู้ว่าฯ งบประมาณปีละแสนล้าน ถ้าผู้ว่าฯ ฝันใหญ่ อยากทำระบบระบายน้ำหรือทำโครงการอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายผู้อนุมัติก็คือ ส.ก. และทุกอย่างที่ทุกคนเห็นในข่าว อย่างเช่น เรื่องลู่วิ่งราคาแพง ก็มาจากกระบวนการงบประมาณท้องถิ่นที่เป็นแบบนี้ ถ้าทุกคนอยากได้การพิจารณางบประมาณที่มีความโปร่งใส เม็ดเงินทุกบาทถูกลงในโครงการเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับชาวกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง ก็ต้องเลือก ส.ก. ที่เชื่อมั่นได้ว่าทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสิ่งสูงสุด
ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนต่างมาด้วยเจตจำนงเดียวกัน ถ้าอยากได้ ส.ก. ที่ทำงานเหมือน สส.พรรคประชาชน พิจารณางบประมาณ กทม. อย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา แบบ สส.พรรคประชาชน ที่เสนอกฎหมายในระดับประเทศ แต่เสนอเป็นข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าในสภา กทม. ไม่ว่าจะเป็นการจัดการผังเมือง การทำพื้นที่สีเขียว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รถเมล์อนาคต มีวาระที่ก้าวหน้าอีกหลายเรื่องที่ผลักดันผ่านกฎหมายท้องถิ่นได้ ที่ฝากความหวังไว้กับ ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 คน 50 เขตได้
“ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายนี้ การตัดสินใจของท่านในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้ อยากให้ทุกคนศึกษาจริงๆ ดู ส.ก. ในเขตของตัวเอง ศึกษาประวัติให้ดีว่าเป็นใครมาจากไหน การประกาศตัวว่าอิสระแล้วใส่สีเขียวบนป้ายหาเสียงเพื่อพยายามห้อยโหนกระแส อ.ชัชชาติ อิสระจริงไหม ถ้าศึกษาแล้วแคนดิเดตเหล่านั้นไม่สามารถทำให้เชื่อถือได้จริง อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของพรรคสีส้ม เชื่อมั่นในแคนดิเดต ส.ก. 50 คน 50 เขต ผมการันตีให้ได้” ณัญพงษ์กล่าว
ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า ชัยวัฒน์มีทีมบริหารที่พร้อมทุกด้าน ตั้งแต่คุณภาพชีวิต การปฏิรูประบบราชการ ระบบสาธารณสุข งานโยธา เศรษฐกิจปากท้อง ทำให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ชัยวัฒน์ทำได้แน่นอนก็คือ งานพ่อเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการระบายน้ำ ทางเท้าไม่ผุพัง ถนนเรียบ ไฟส่องสว่างต่างๆ
คนเป็นผู้นำคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือไม่ปฏิเสธเรื่องยาก ชัยวัฒน์อาสามาแก้ไขปัญหาให้กับคนกรุงเทพฯ โดยไม่มองเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง คนแบบนี้เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำอย่างยิ่ง มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ไม่มีใครเข้ามาเพราะตั้งใจที่จะชนะการเลือกตั้ง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ กาเพื่อเปลี่ยนแล้ว กาเพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนไปแล้ว แล้วการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ถ้ากาเพื่อให้เปลี่ยนอีกสักครั้ง เพื่อให้กรุงเทพฯ มีงบประมาณที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น มีข้อบัญญัติที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น มีผู้นำเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง มีความทะเยอทะยาน มีวิสัยทัศน์ มีทีมบริหารที่พร้อม ทำไมเราจะกาเพื่อเปลี่ยนอีกหนึ่งครั้งไม่ได้
“เหลือเวลาอีกแค่ 7 วันเท่านั้น อย่าออกจากบ้านด้วยความรู้สึกแค่อยากเลือกผู้ว่าฯ สักคนที่มั่นใจว่าทำงานให้ได้ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความรู้สึกในการกาเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อการเมืองที่ดีกว่าเดิม ถ้าได้ชัยวัฒน์และทีมบริหารพรรคประชาชนไปบริหาร ได้ ส.ก. 50 คน 50 เขต สีส้มยกทั้งจังหวัด เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน” ณัฐพงษ์กล่าว
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งสก69





























































