วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569

'เทวฤทธิ์' ยื่นหนังสือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เร่งออกมาตรการคุ้มครองสิทธิผูู้ต้องขังเช่น บริหารโทษ แยกคุมขัง ประกันตัว ฯลฯ กับนักโทษคดีม.112 - คดีการเมืองอื่นที่ไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม

 


'เทวฤทธิ์' ยื่นหนังสือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เร่งออกมาตรการคุ้มครองสิทธิผูู้ต้องขังเช่น บริหารโทษ แยกคุมขัง ประกันตัว ฯลฯ กับนักโทษคดีม.112 - คดีการเมืองอื่นที่ไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม


วันที่ 19 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี “บัส” เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของวุฒิสภา เข้ายื่นหนังสือถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้เร่งจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 โดยเสนอให้ครอบคลุมมาตรการส่งเสริมสิทธิในการประกันตัว ชะลอการพิจารณาคดี ใช้สถานที่คุมขังอื่นแทนเรือนจำ พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ จัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการดังกล่าวได้จริง


โดยมีนายโรจน์ วราพรมงคลกุล ผู้อำนวยการกองกฎหมายและระเบียบกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือ


นายเทวฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้นั้นเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ สามารถดำเนินมาตรการอื่นได้ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 6 (4) เพราะมีคนบางกลุ่มได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้ว แต่คนอีกบางกลุ่มที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมก็ควรที่จะได้รับสิทธิตามมาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างสังคมสันติสุขโดยที่ไม่ต้องรออย่างเนิ่นนาน โดยในวันนี้มีตัวแทนผู้รับหนังสือแล้ว แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากขอศึกษารายละเอียดในหนังสือดังกล่าวก่อน


สำหรับหนังสือมีเนื้อหาระบุว่า ขอให้พิจารณาดำเนินการเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดโอกาสให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ตามเป้าหมายของพระราชบัญญัติ โดยมีรายละเอียดดังนี้


“ตามที่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อเป็นกลไกและเครื่องมือในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ และคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของคดีความที่มีรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การสั่งจำหน่ายคดีหรืองดการอ่านคำพิพากษาไปแล้วนั้น


อย่างไรก็ดี ในกลุ่มคดีความที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมโดยผลของกฎหมาย โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองถูกคุมขังในเรือนจำและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก การคุมขังและลงโทษที่ดำเนินต่อไปท่ามกลางกระบวนการสร้างสันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและจำเลยจนเป็นอุปสรรคสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งของสังคม ด้วยเหตุที่ว่าผู้กระทำผิดโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการกระทำความผิดทั่วไป


แม้บทบัญญัติแห่งกฎหมายจะไม่ได้นิรโทษกรรมให้แก่คดีกลุ่มดังกล่าว แต่ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 6 (4) ได้บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ในการจัดทำ “ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะต้องเสนอแนะมาตรการทางนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการเพื่อบรรเทาปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทว่าในปัจจุบันยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เท่าที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน


ในการนี้ ข้าพเจ้าจึงขอกราบเรียนมายังท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการและแจ้งความคืบหน้าในประเด็นดังต่อไปนี้


1. ขอให้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้โปรดติดตาม กำชับ และเร่งรัดให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขดำเนินการตามมาตรา 6 (4) และ (😎 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลโดยเร็ว พร้อมทั้งขอทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ ตลอดจนแผนงานและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการเสนอแนวทางดังกล่าวต่อสาธารณะ และดำเนินการอื่นใดเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้


2. สืบเนื่องจากการพิจารณาพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ในชั้นวุฒิสภา วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบให้มีข้อสังเกตประกอบพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังปรากฏเป็นข้อความต่อไปนี้ว่า


“ในกระบวนการรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรม หากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาแล้วพบว่ามีผู้ต้องขังจากการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือการคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อันจะเป็นมาตรการในการสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้งและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย”


จึงขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะตามข้อ 1 โดยกำหนดให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ครอบคลุม 6 ด้าน ดังต่อไปนี้


(1) ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว (การประกันตัว) ให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

(2) การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว

(3) การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(4) การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์และการสร้างเสริมสันติสุข

(5) การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติ

(6) การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง”


ขณะที่ นายโรจน์ ผอ.กองกฎหมายฯ กล่าวว่าในชั้นนี้ขอรับหนังสือไว้ ในฐานะฝ่ายเลขาฯ จะแจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการฯได้พิจารณาข้อเสนอที่มีการยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯจะวินิจฉัยให้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาต่อไป


อนึ่ง ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 50 คน แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 20 คน แบ่งเป็นเป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 10 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน ขณะที่ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำอย่างน้อย 30 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เทวฤทธิ์มณีฉาย #สร้างเสริมสังคมสันติสุข #มาตรา112 #ผู้ต้องขังการเมือง