'เทวฤทธิ์' ยื่นหนังสือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
เร่งออกมาตรการคุ้มครองสิทธิผูู้ต้องขังเช่น บริหารโทษ แยกคุมขัง ประกันตัว ฯลฯ
กับนักโทษคดีม.112 - คดีการเมืองอื่นที่ไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม
วันที่
19 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น.
ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี “บัส”
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง
พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของวุฒิสภา เข้ายื่นหนังสือถึงอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
ขอให้เร่งจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตาม
พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยเฉพาะคดีมาตรา 112
โดยเสนอให้ครอบคลุมมาตรการส่งเสริมสิทธิในการประกันตัว
ชะลอการพิจารณาคดี ใช้สถานที่คุมขังอื่นแทนเรือนจำ พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ
จัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง
และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการดังกล่าวได้จริง
โดยมีนายโรจน์
วราพรมงคลกุล ผู้อำนวยการกองกฎหมายและระเบียบกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
เป็นตัวแทนรับหนังสือ
นายเทวฤทธิ์
ให้สัมภาษณ์ว่า
การยื่นหนังสือในครั้งนี้นั้นเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
สามารถดำเนินมาตรการอื่นได้ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา
6 (4) เพราะมีคนบางกลุ่มได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้ว
แต่คนอีกบางกลุ่มที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมก็ควรที่จะได้รับสิทธิตามมาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างสังคมสันติสุขโดยที่ไม่ต้องรออย่างเนิ่นนาน
โดยในวันนี้มีตัวแทนผู้รับหนังสือแล้ว แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากขอศึกษารายละเอียดในหนังสือดังกล่าวก่อน
สำหรับหนังสือมีเนื้อหาระบุว่า
ขอให้พิจารณาดำเนินการเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข
เปิดโอกาสให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง
และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ตามเป้าหมายของพระราชบัญญัติ
โดยมีรายละเอียดดังนี้
“ตามที่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569
โดยมีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อเป็นกลไกและเครื่องมือในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
สร้างความปรองดองสมานฉันท์ และคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่าย
ซึ่งในส่วนของคดีความที่มีรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ
ศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอน เช่น
การสั่งจำหน่ายคดีหรืองดการอ่านคำพิพากษาไปแล้วนั้น
อย่างไรก็ดี
ในกลุ่มคดีความที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมโดยผลของกฎหมาย
โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองถูกคุมขังในเรือนจำและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก
การคุมขังและลงโทษที่ดำเนินต่อไปท่ามกลางกระบวนการสร้างสันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่นี้
ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและจำเลยจนเป็นอุปสรรคสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งของสังคม
ด้วยเหตุที่ว่าผู้กระทำผิดโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการกระทำความผิดทั่วไป
แม้บทบัญญัติแห่งกฎหมายจะไม่ได้นิรโทษกรรมให้แก่คดีกลุ่มดังกล่าว
แต่ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 6 (4) ได้บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
ในการจัดทำ “ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุข”
เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ดังนั้น
คณะกรรมการจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะต้องเสนอแนะมาตรการทางนิติบัญญัติ
บริหารและตุลาการเพื่อบรรเทาปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
ทว่าในปัจจุบันยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม
เท่าที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน
ในการนี้
ข้าพเจ้าจึงขอกราบเรียนมายังท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการและแจ้งความคืบหน้าในประเด็นดังต่อไปนี้
1.
ขอให้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
ได้โปรดติดตาม กำชับ
และเร่งรัดให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขดำเนินการตามมาตรา 6 (4) และ ( แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข
พ.ศ. 2569 เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา
และศาลโดยเร็ว พร้อมทั้งขอทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ
ตลอดจนแผนงานและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการเสนอแนวทางดังกล่าวต่อสาธารณะ
และดำเนินการอื่นใดเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
2.
สืบเนื่องจากการพิจารณาพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
ในชั้นวุฒิสภา วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบให้มีข้อสังเกตประกอบพระราชบัญญัติดังกล่าว
ดังปรากฏเป็นข้อความต่อไปนี้ว่า
“ในกระบวนการรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรม
หากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาแล้วพบว่ามีผู้ต้องขังจากการกระทำตามความในมาตรา
7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้
ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือการคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์
อันจะเป็นมาตรการในการสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้งและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย”
จึงขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะตามข้อ
1 โดยกำหนดให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม
ครอบคลุม 6 ด้าน ดังต่อไปนี้
(1)
ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว (การประกันตัว)
ให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
(2)
การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว
(3)
การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33
แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา
89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(4)
การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์และการสร้างเสริมสันติสุข
(5)
การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติ
(6)
การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง”
ขณะที่
นายโรจน์ ผอ.กองกฎหมายฯ กล่าวว่าในชั้นนี้ขอรับหนังสือไว้ ในฐานะฝ่ายเลขาฯ
จะแจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการฯได้พิจารณาข้อเสนอที่มีการยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯจะวินิจฉัยให้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาต่อไป
อนึ่ง
ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม
2569 ระบุว่า
ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง
หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 50 คน
แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 20
คน แบ่งเป็นเป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 10
คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน ขณะที่ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำอย่างน้อย 30
คน
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #เทวฤทธิ์มณีฉาย #สร้างเสริมสังคมสันติสุข #มาตรา112 #ผู้ต้องขังการเมือง










