วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569

ครม.เงาเตือนวิกฤตน้ำท่วมยังไม่จบ จี้รัฐบาลตั้ง War Room บัญชาการภาพรวม-กระจายศูนย์หน้างาน เตรียมรับฝนระลอกใหม่หลัง 5 ต.ค.

 


ครม.เงาเตือนวิกฤตน้ำท่วมยังไม่จบ จี้รัฐบาลตั้ง War Room บัญชาการภาพรวม-กระจายศูนย์หน้างาน เตรียมรับฝนระลอกใหม่หลัง 5 ต.ค.


วันที่ 30 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 14 นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต พรรคประชาชน โดยมีวาระเกี่ยวกับการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัด พร้อมข้อเสนอต่อรัฐบาล


ในส่วนของณัฐพงษ์ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่โดยทีม ครม.เงา พบปัญหาสำคัญร่วมกันคือการขาดศูนย์บัญชาการหน้างานที่เหมาะสมกับปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แม้หลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐ ทหาร มูลนิธิ ภาคประชาสังคม และภาคการเมืองจะลงไปช่วยเหลือประชาชน แต่ยังขาดการจัดสรรทรัพยากรและแบ่งงานอย่างเป็นระบบ


การจัดการภัยพิบัติจึงจำเป็นต้องทำทั้งรวมศูนย์และกระจายศูนย์ไปพร้อมกัน โดยรวมศูนย์การบัญชาการ การตัดสินใจ และการจัดสรรทรัพยากรในระดับประเทศ ขณะเดียวกันต้องกระจายการปฏิบัติไปยังท้องถิ่นและศูนย์บัญชาการหน้างาน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาตามบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ได้


ขณะที่พิจารณ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง โดยระบุว่า จากการลงพื้นที่พบว่าการประสานงานระหว่างกรุงเทพมหานคร รัฐบาลกลาง และหน่วยงานที่มีทรัพยากรยังเกิดขึ้นน้อยและล่าช้า หลายกรณีกลายเป็นนักการเมืองในพื้นที่ที่ต้องประสานขอรถจากทหารหรือหน่วยงานอื่นเข้าช่วยประชาชน ขณะที่ภาคประชาชนที่พร้อมเข้าช่วยเหลือก็ไม่ทราบว่าจะต้องประสานกับใคร


นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการกระจายความช่วยเหลือ เช่น ข้าวกล่องจำนวนมากถูกนำไปกองรวมในจุดเดียวจนไม่ถึงมือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถออกมารับความช่วยเหลือด้วยตัวเอง ขณะที่หลายพื้นที่ยังต้องการถุงทรายและเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำเน่าที่ขังอยู่ในบ้านออก


พิจารณ์กล่าวต่อไปว่า คำถามที่ตนได้ยินจากประชาชนมากที่สุดคือน้ำจะลดเมื่อใด เพราะข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต่อการตัดสินใจว่าจะตุนอาหารอย่างไร เดินทางอย่างไร หรือควรอพยพออกจากบ้านหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสื่อสารสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตของตนเองได้


ด้านศิริกัญญาระบุว่า จากการลงพื้นที่ปทุมธานีและนนทบุรี พบว่าหลายพื้นที่เผชิญน้ำขังรอการระบายเข้าสู่วันที่ 5 แม้ระดับน้ำบางแห่งจะสูงเพียงประมาณเข่าและประชาชนยังพอลุยออกมารับอาหาร น้ำดื่ม หรือยาได้ แต่ปัญหาที่กำลังรุนแรงขึ้นคือน้ำเริ่มเน่า ระบบสุขาภิบาลและห้องน้ำไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ขณะที่ระบบจัดเก็บขยะก็ได้รับผลกระทบ


สิ่งที่ประชาชนต้องการคือข้อมูลว่าต้องอยู่กับสถานการณ์เช่นนี้อีกนานเพียงใด เพื่อให้ตัดสินใจได้ว่าจะอยู่ต่อหรือย้ายออกไปยังศูนย์พักพิง ขณะที่พื้นที่ปริมณฑลยังต้องเผชิญทั้งน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และความเสี่ยงจากฝนที่จะตกเพิ่มเติม จึงต้องเร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่ยังมีช่องทางระบาย พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำและระบบรับมือไว้ล่วงหน้า


ขณะที่วีระยุทธกล่าวถึงสถานการณ์ภาคตะวันออกโดยเฉพาะปราจีนบุรี โดยระบุว่า ขณะนี้ปราจีนบุรีกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตจากปัญหากากอุตสาหกรรมเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อเกิดน้ำท่วมหนัก เศษพลาสติก เศษสายไฟ และสิ่งปนเปื้อนจึงถูกน้ำพัดเข้าสู่พื้นที่เกษตร


จากการลงพื้นที่พบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันและกลิ่นสารเคมีในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งนอกจากผลกระทบเฉพาะหน้าต่อผลผลิตและรายได้เกษตรกรแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังผลระยะยาวต่อคุณภาพดิน คุณภาพผลผลิต และความสามารถในการทำการเกษตรในอนาคต พื้นที่ปราจีนบุรีจึงควรมีการจัดการเฉพาะกรณี ทั้งการตรวจสอบคุณภาพดินและสิ่งปนเปื้อน การจัดการกากอุตสาหกรรมเดิม และการติดตามผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง


ในส่วนของเดชรัตระบุว่า ในด้านภาพรวมสถานการณ์น้ำ หลายเขื่อนมีระดับกักเก็บประมาณ 90% หรือบางแห่งถึง 100% ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่ริมน้ำที่ท่วมอยู่แล้ว พื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งการระบายน้ำที่ท่าม่วงเพิ่มขึ้นเป็น 2,142 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีการประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงเที่ยงวันที่ 30 กันยายน ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2539 มีอัตราการไหลประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงถือว่าสถานการณ์ปัจจุบันเข้าใกล้ระดับที่ต้องเตรียมพร้อมอย่างสูง โดยเฉพาะพื้นที่กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม


ปัจจุบันน้ำจากแม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา ป่าสัก และบางปะกง เริ่มส่งผลกระทบต่อกันจนไม่สามารถบริหารแยกเป็นรายลุ่มน้ำได้อีกต่อไป จึงเรียกร้องให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้แสดงภาพรวมและแนวทางบริหารจัดการน้ำทั้งระบบโดยเร่งด่วน


จากนั้น ณัฐพงษ์ได้กล่าวสรุปอีกครั้งว่า จากข้อมูลการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดฝนตกหนักอีกช่วงหนึ่งตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม โดยอาจส่งผลต่อพื้นที่ภาคตะวันตก กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง พร้อมย้ำว่านี่เป็นการประเมินฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด เพื่อใช้ในการเตรียมพร้อม ไม่ใช่การยืนยันว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน


ดังนั้น แม้หลายพื้นที่จะเริ่มเห็นท้องฟ้าเปิดและระดับน้ำลดลง แต่รัฐบาลก็ยังไม่ควรถือว่าวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว และควรแบ่งการจัดการออกเป็นตามสถานการณ์ของพื้นที่ ได้แก่ 1. พื้นที่ที่น้ำแห้งแล้ว ซึ่งต้องเร่งการจัดการด้านสุขอนามัย ฟื้นฟู และเยียวยา 2. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต้องเร่งระบายน้ำจากชุมชนและตรอกซอกซอย 3. พื้นที่ริมน้ำที่ท่วมอยู่แล้วและเสี่ยงมีระดับน้ำสูงขึ้น และ 4. พื้นที่ที่ยังไม่ท่วมแต่มีความเสี่ยง เช่น ลุ่มน้ำแม่กลอง


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ยกตัวอย่างการเยียวยาของเทศบาลนครปากเกร็ด ที่ตั้งจุดรับเรื่องใกล้ชุมชนและเปิดให้ประชาชนยื่นเอกสารหรือกรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อรับเงินช่วยเหลือได้ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถนำแนวทางที่มีประสิทธิภาพของท้องถิ่นไปขยายผลในพื้นที่อื่นได้


สำหรับโครงสร้างการบัญชาการ ตนเสนอให้มี War Room ระดับประเทศ ทำหน้าที่ประเมินและสื่อสารภาพรวมสถานการณ์ รวมถึงฉากทัศน์ความเสี่ยงต่อประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ตามความจำเป็น เพื่อให้หน่วยปฏิบัติสามารถเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว โดยเฉพาะชุมชนที่มีประชากรหนาแน่นและกลุ่มเปราะบาง


ณัฐพงษ์ยังกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีควรเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อชี้แจงและตอบคำถามต่อสมาชิกโดยตรง หลังวิปทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับการจัดการอุทกภัย เพราะการเข้ามาตอบคำถามและรับฟังปัญหาที่สมาชิกนำมาจากแต่ละพื้นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาให้กับประชาชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา #น้ำท่วม69 #น้ำท่วม2569