วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

พริษฐ์ ชี้ ขบวนการโกง สว. เป็น ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ หาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่หลักฐานชัดเจน เรื่องไม่จบแน่


พริษฐ์ ชี้ ขบวนการโกง สว. เป็น ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ หาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่หลักฐานชัดเจน เรื่องไม่จบแน่ 


วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้กล่าวสรุปงานเสวนาในช่วงเช้าและวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดในคดีโกง สว. โดยระบุว่าองค์กรอิสระถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง โดยเป็นอิสระจากการแทรกแซง แต่พัฒนาการตลอดกว่า 20 ปี โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กลับทำให้เกิดปัญหาใหญ่ 2 ด้าน คือ องค์กรอิสระไม่สามารถเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองได้จริง ขณะเดียวกันกลับเป็นอิสระจากประชาชน เพราะประชาชนแทบไม่มีกลไกตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระเมื่อปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


ปัญหาประการแรกสัมพันธ์กับกระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาเป็นผู้ชี้ขาดในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้ยึดโยงโดยตรงกับประชาชน และกระบวนการได้มากำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง ส่วนปัญหาประการที่สอง คือรัฐธรรมนูญ 2560 ตัดกลไกที่รัฐสภาและประชาชนเคยใช้ริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระออกไป ขณะที่ช่องทางเอาผิดที่เหลืออยู่ก็อาจเกิดทางตัน เช่น การร้ององค์กรอิสระหนึ่งต้องผ่านการพิจารณาของอีกองค์กรหนึ่ง จึงทำให้องค์กรอิสระอยู่ในภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ขบวนการโกง สว. เป็นเหมือน ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ ที่หากมีอยู่จริง ก็เริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2567 และกำลังแพร่กระจายไปสู่องค์กรอื่นผ่านอำนาจของ สว. ในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดย สว. ชุดนี้ได้ให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว 2 จาก 9 คน กรรมการ ป.ป.ช. 4 จาก 9 คน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 5 จาก 7 คน และ กกต. 4 จาก 7 คน


กกต. จึงควรมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครกระทำผิดหรือไม่ เพราะหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักมากกว่าบางคดีที่ กกต. เคยมีมติส่งศาลในอดีต และ กกต. 4 จาก 7 คนได้รับความเห็นชอบเข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหารวมอยู่ด้วย จึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจในลักษณะที่เป็นคุณแก่ผู้ที่มีส่วนให้ความเห็นชอบตนเอง


พริษฐ์ยังกล่าวว่า หาก กกต. เชื่อว่ามีขบวนการโกง สว. เกิดขึ้นจริง การสั่งฟ้องเพียงบางส่วนจะอธิบายได้ยาก เพราะข้อกล่าวหามีลักษณะเป็นการดำเนินการร่วมกันเป็นขบวนการ ดังนั้น ในทางตรรกะจึงเหลือทางเลือกหลักคือสั่งฟ้องทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด หรือยืนยันว่าไม่มีขบวนการแล้วไม่สั่งฟ้องทั้งหมด


แต่ท้ายที่สุดหาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน โดยในทางการเมือง กกต. จะต้องชี้แจงต่อสภาในการพิจารณารายงานประจำปี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจต้องตอบคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนในทางกฎหมายก็ยังมีช่องทางดำเนินการต่อ รวมถึงการเอาผิด กกต.หากเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


“หากคดีโกง สว.ทำสำเร็จได้โดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบบหรือระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือพูดชัด ๆ คือสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” พริษฐ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ไอติมพริษฐ์ #โกงเลือกสว #สว #ระบอบสีน้ำเงิน #โกงสว #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229