ครม.เงา
รับข้อร้องเรียนร้านอาหารในระบบภาษี อิสริยะ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
กลายเป็นการลงโทษร้านค้าที่อยู่ในระบบ เสนอให้นำงบส่วนเกินของโครงการช่วยเหลือ
วันที่
15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ครม.เงาพรรคประชาชน
ประชุมรับฟังข้อร้องเรียนผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสจากกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก
ขนาดกลาง ในระบบภาษี ทั้งจากสมาคมร้านอาหารและชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร
วรันธร
แดงใหญ่ ตัวแทนจากสมาคมร้านอาหาร สะท้อนปัญหาว่า
ร้านขนาดเล็กที่อยู่นอกระบบได้ประโยชน์มากกว่าร้านที่ทำถูกกฎหมายและอยู่ในระบบภาษี
เนื่องจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสกำหนดเงื่อนไขว่า
ธุรกิจที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กหรือร้านสตรีทฟู้ด รวมถึงร้านค้าที่ยังไม่เคยเข้าระบบภาษี
ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ขณะที่ร้านอาหารขนาดเล็ก ขนาดกลาง
ที่จดทะเบียนนิติบุคคลและอยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง แต่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท กลับไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้
ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ
เมื่อประชาชนเลือกที่จะไปใช้สิทธิกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ
ก็จะทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กที่มีรายได้ประมาณ 2-5 ล้านบาทต่อปี
แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส มียอดขายลดลงถึง 30-50% ขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มสูงขึ้น 15-20% จากค่าพลังงาน
วัตถุดิบ และค่า GP ของแพลตฟอร์ม
อิสริยะ
ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า
มาตรการดังกล่าวกลายเป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบและเสียภาษีอย่างถูกต้อง
แต่รัฐกลับมองว่าการจดทะเบียนนิติบุคคลหมายความว่าธุรกิจมีขนาดใหญ่แล้ว
และไม่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐอีก ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ขาดความสมดุล
อิสริยะเสนอว่า
รัฐบาลควรใช้โอกาสที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 3 เดือน
ปรับเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการไซส์ S นิติบุคคลขนาดเล็ก
ที่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง เสียภาษีให้รัฐทุกปี และมีการจ้างงานไม่เกิน 30
คน สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย
ร้านค้าและร้านอาหารเหล่านี้จะได้มียอดขายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพื่อหล่อเลี้ยงการจ้างงานเอาไว้
โดยข้อมูลของผู้ประกอบการเหล่านี้มีอยู่แล้วในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร
สามารถนำมาใช้ได้ทันที
นอกจากนี้
ตัวเลขผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสปีนี้อยู่ที่ 26 ล้านคน
ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 4 ล้านคนจากที่ตั้งไว้ 30 ล้านคน หมายความว่ายังมีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาท
หากรัฐบาลเห็นว่าโครงการนี้ควรมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก
ก็ควรนำงบประมาณส่วนที่เหลือมาเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนนิติบุคคลและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายได้ด้วยเช่นกัน
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา #ไทยช่วยไทยพลัส















