วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“อาจารย์โจ” ชูนโยบายดิจิทัลเพื่อ “กรุงเทพง่ายๆ” จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส-รถเก็บขยะติดกล้องจับภาพถนนชำรุด ย้ำพรรคประชาชนพร้อมทำงานฟูลทีม ขับเคลื่อนวาระ กทม. และวาระเขตด้วยเจตจำนงทางการเมือง


อาจารย์โจ” ชูนโยบายดิจิทัลเพื่อ “กรุงเทพง่ายๆ” จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส-รถเก็บขยะติดกล้องจับภาพถนนชำรุด ย้ำพรรคประชาชนพร้อมทำงานฟูลทีม ขับเคลื่อนวาระ กทม. และวาระเขตด้วยเจตจำนงทางการเมือง


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน กล่าวถึงนโยบายของพรรคประชาชนในการสู้ศึกเลือกตั้งกรุงเทพฯ ครั้งนี้ว่าการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครเป็นมากกว่าการเลือกผู้ว่าหนึ่งคน แต่เป็นการเลือกอนาคตว่าคนกรุงเทพฯ อยากเห็นกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร พรรคประชาชนจึงนำเสนอ “กรุงเทพง่าย ๆ” ว่าเราอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โอบอุ้มชีวิตและให้โอกาสผู้คน คืนเวลาให้คนกรุงเทฯ ทั้งเวลาในการเดินทาง เวลาในการรอหมอ เวลาในการดูแลลูก เวลาที่ต้องดูแลพ่อแม่ นี่คือ “วาระเมืองกรุงเทพ” ของพรรคประชาชน


โดยนโยบายด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเรื่องที่ตนให้ความสำคัญตั้งแต่เมื่อครั้งทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย หากตนเป็นผู้ว่า กทม. มั่นใจว่าสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาออกแบบและพัฒนาเมืองได้อีกมาก เช่น ปัญหาถนนไม่เรียบ เรามีรถเก็บขยะของกรุงเทพฯ ที่วิ่งอยู่ทุกวันทุกตรอกซอกซอย สามารถติดกล้องที่รถขยะนี้ เพื่อให้เห็นสภาพพื้นผิวถนนในแต่ละพื้นที่พร้อมระบุพิกัด จะรู้ได้ว่าปัญหาเกิดที่จุดไหน ก่อนให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปแก้ไข


รวมถึงการใช้งบประมาณที่โปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ของ กทม. สามารถใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับได้ เช่น ราคากลางและราคาเสนอเท่าไร มีการฮั้วราคากันหรือไม่ เมื่อระบุความผิดปกติได้แล้ว จากนั้นจึงให้คนเข้าไปดูเป็นรายกรณีว่าเบื้องลึกของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร


อีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามามาก คือคนที่ใช้รถเมล์เขาอยากรู้ว่ารถเมล์อยู่ที่ไหน จะมาเมื่อไร ตอนนี้แม้มีบางแอปพลิเคชันของเอกชนทำได้ แต่ยังไม่ครบถ้วนทุกบริษัทรถเมล์รวมถึง ขสมก. ดังนั้น ตนจะให้ กทม. เป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ ประชาชนต้องดูได้ครบทุกสายทุกบริษัท รวมถึงตารางของเรือและรถไฟฟ้า จะทำให้การวางแผนใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ง่ายขึ้น


ส่วนปัญหาโรงขยะอ่อนนุชซึ่งเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2565 สส.กรุงเทพฯ และแคนดิเดต ส.ก. ของพรรคประชาชนติดตามมาโดยตลอด ทุกวันนี้เมื่อสอบถามประชาชนที่ใช้ชีวิตในบริเวณดังกล่าว ก็ยังบอกว่าได้รับผลกระทบอยู่ ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข หาก กทม. จะอ้างเรื่องข้อจำกัดทางอำนาจของตัวเอง ก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะในสัญญาของการจัดการขยะมี 2 สัญญาที่เป็นการนำขยะมาหมักเป็นปุ๋ย คือสัญญา 1,000 ตัน กับ 600 ตัน กระบวนการหมักส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นหากไม่ได้อยู่ในระบบปิดที่ถูกต้องตามมาตรฐานสุขลักษณะ ดังนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ไหน ทำไมถึงปล่อยให้คนในชุมชนโดยรอบไม่ต่ำกว่า 400,000 คน ต้องทนเหม็นจนถึงทุกวันนี้


ปัจจุบันมีที่ให้ขยะเหล่านี้ถูกนำไปจัดการได้แล้ว คือโรงขยะโรงใหม่ที่มีการทดลองและมีศักยภาพที่จะรองรับปริมาณขยะตรงนั้นได้ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขยะไม่มีที่ไป แต่ปัญหาคือ กทม. มีเจตจำนงที่จะจัดการปัญหาหรือไม่ หลายคนบอกว่าโรงขยะจะครบสัญญาอยู่แล้ว แต่คนในพื้นที่พวกเขาได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่สุขภาพกายแต่รวมถึงสุขภาพใจ


ดังนั้นหากตนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. จะทำเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน ด้วยการยกเลิกสัญญา พิจารณาให้การนำขยะมาหมักต้องยุติทันที และทบทวนความรับผิดชอบของ กทม. และความรับผิดชอบของคู่สัญญา ว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำตามความรับผิดชอบของตัวเองหรือไม่ หากจำเป็นต้องมีการจ่ายชดเชยให้เป็นธรรมก็ต้องจ่าย


ต่อมาเรื่องการรับมือภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ชัยวัฒน์กล่าวว่า สำหรับเรื่องน้ำท่วม ต้องแก้ตั้งแต่การเตรียมพร้อม ทุกวันนี้เราเห็น กทม. ลอกท่อ ทำเส้นเลือดฝอย เวลาฝนตกแล้วน้ำท่วมระบายเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ไม่ได้ทำอย่างครอบคลุม โดยการลอกท่อต้องทำอย่างทั่วถึงและครอบคลุม ไม่เช่นนั้นศักยภาพในการระบายน้ำจะไม่เต็มระบบ ขณะที่การป้องกันน้ำท่วมยังมีอีกหลายส่วนที่สามารถทำเพิ่มเติมได้


เรื่องฝุ่น PM 2.5 ก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่สามารถทำเฉพาะ กทม. ได้ เพราะปัญหาดังกล่าวครอบคลุมทั่วประเทศ สำหรับขอบเขตที่ กทม. ทำได้ คือเรื่องมาตรฐานการควบคุมการก่อสร้างไม่ให้มีการปล่อยฝุ่นออกมา ซึ่งสามารถทำได้ดีกว่านี้ เพราะมีพื้นที่ก่อสร้างหลายงานที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงเรื่องการเผา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ของฝุ่น ต้องแก้ทั้งในระดับ กทม. และระดับประเทศ


โดยพรรคประชาชนสามารถทำได้ทั้งสองระดับ ในระดับ กทม. สามารถออกข้อบัญญัติเรื่องการก่อสร้าง ทีมบริหารที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างจะดูแลส่วนนี้ ช่วยให้ฝุ่นจากการก่อสร้างลดลงได้ ส่วนเรื่องการเผา สามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย และระดับประเทศ พรรคประชาชนได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไปแล้ว สส. ทั้ง 119 คนในสภาต้องเข้าไปขับเคลื่อนต่อไป


ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่า คนกรุงเทพฯ มอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชนผ่าน สส. ทั้ง 33 เขต แต่จะดีกว่าหรือไม่หากคนกรุงเทพฯ มอบความไว้วางใจของท่านให้เราดูแล กทม. ให้โอกาสเราได้แสดงให้เห็นว่าการบริหารภายใต้พรรคประชาชนจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่กรุงเทพมหานครอย่างไร


นอกจากวาระระดับเมือง เรายังมีวาระระดับเขตจากการส่งผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต แต่ละเขตมีวาระของตัวเอง ทั้งหมดนี้คือการทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย สส. ในระดับประเทศ, ส.ก. ในระดับเขต และระดับงานบริหารโดยผู้ว่าและทีมบริหารที่เราเปิดต่อประชาชนไปแล้ว ยืนยันว่าหากได้รับโอกาสเข้าไปทำงาน จะไม่ทำให้คนกรุงเทพฯ ผิดหวัง พรรคประชาชนมีวาระ มีความแน่วแน่ และมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนผลักดันวาระให้สำเร็จ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน