สส.ปชน. เตือนคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” กระทบสถาบันการเมือง แฉ IO เบี่ยงประเด็น จี้กองทัพหยุดปฏิบัติการในประเทศ
วันที่ 30 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์, พร้อมกับ ชยพล สท้อนดี สส.กทม.เขต 8 และ เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.เขต 18 พรรคประชาชนและกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ ได้แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา หลังประธานสภาฯ ปฏิเสธการตั้งคณะกรรมการติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชน
รอมฎอนกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความกังวลว่า สภาผู้แทนราษฎรมีการดำเนินการน้อยเกินไปต่อการติดตามคดีลอบยิงดังกล่าว ซึ่งเมื่อเช้าประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้สนทนากับตน โดยบอกว่าข้อเสนอของตนนั้น ที่เสนอให้ใช้อำนาจในฐานะประธานสภา ตั้งกลไกในการติดตาม ตรวจสอบ ถ่วงดุลคดีนี้ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า การดำเนินคดีนี้และการดำเนินงานของพนักงานสอบสวนในฝ่ายบริหาร จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งประธานสภาเห็นว่ายังไม่มีอุปสรรค โดยตนเองก็ยังไม่มีเวลาที่จะสนทนามาก ตนจึงอยากจะสื่อสารต่อพี่น้องประชาชนว่า แท้จริงแล้วมีอุปสรรคพอสมควร
รวมถึงมีข้อกังขาและข้อสงสัยอยู่ว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและความคืบหน้าของคดีเป็นอย่างไร ต้องเรียนต่อพี่น้องประชาชนว่า ณ วันนี้ เพื่อน สส. ที่มาจากเขตเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงตนเองนั้น ก็ต้องระวังตัว ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงในการทำหน้าที่ สส. อย่างกมลศักดิ์เองก็ลาประชุมมา 2 สัปดาห์แล้ว เพราะต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่ ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีต่อ สส. คนใดคนหนึ่ง แต่กำลังท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีมาตรการป้องกัน
รอมฎอนกล่าวต่อว่า คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีส่วนตัว แต่เป็นคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมือง เพราะมีความเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมืองบางอย่าง ประชาชนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าจะมีความพยายามในการตัดตอนหรือเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่ และพนักงานสอบสวนจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานหรือไม่ ก็ต้องเรียนตามตรงว่าข้อสังเกตนี้ก็นำมาซึ่งข้อเสนอแนะให้ทางรัฐบาลได้พิจารณา ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารกมลศักดิ์เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นกลางและเป็นมืออาชีพจริง ๆ คาดหวังเพียงตำรวจในท้องที่อาจจะไม่เพียงพอแล้ว ตนก็อยากฝากเรื่องดังกล่าวให้รัฐบาลได้พิจารณา
ทางชยพลกล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและได้มีคนเรียกร้องขึ้นมานั้น ก็จะถูกใช้กลยุทธ์ในการสร้างภาพจำ หรือความพยายามที่จะเบี่ยงประเด็น มีความพยายามที่จะกลบข่าวข้างต้น ตนอยากจะชวนทุกคนย้อนกลับมาดูข้อมูลที่ตนใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือยุทธศาสตร์ของการทำ IO ที่อยู่ในเอกสารของหน่วยงานราชการ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ซึ่งมีการระบุไว้อยู่แล้วถึงกลยุทธ์ในการสร้างภาพจำ ซึ่งจะเห็นได้จากที่รอมฎอนและบุคคลอื่นก็กำลังเผชิญอยู่ โดยกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มการโจมตี IO นั้น ก็มีการระบุไว้แล้วว่าแต่ละกลุ่มจะต้องสร้างภาพจำอย่างไรบ้าง
หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตนเกี่ยวข้องกับทีม IO ทีมดังกล่าวก็ได้หายไประยะหนึ่ง ตนได้สังเกตว่ากลุ่มดังกล่าวได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาที่ตึงเครียด ซึ่งมีนโยบายจากส่วนกลางของกองทัพกระจายไปแต่ละหน่วยงาน คือเป็นการผลักดันให้กำลังพลออกมาทำคอนเทนต์ เพื่อช่วยสื่อสารในมุมของกองทัพ ซึ่งก็จะมีทั้งด้านสว่างและด้านมืด
ด้านสว่างก็จะเป็นการสื่อสารภารกิจทั่วไปของกองทัพ แต่ส่วนด้านมืดก็จะไล่โจมตีกลุ่มต่าง ๆ ตามสถานการณ์การเมือง ว่าสังคมตอนนั้นกำลังสนใจประเด็นอะไรอยู่ อย่างเช่นกองทัพเรือมีเอกสารคำสั่งจากทาง ผบ.ทร. ว่าให้รวบรวมรายชื่อกำลังพลที่จะสามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แล้วส่งชื่อกลับไปที่ส่วนกลาง ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือการเบี่ยงประเด็นจากสิ่งที่เราควรจะสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการโจมตี การคุกคาม และการใช้กำลัง จนเป็นอันตรายต่อชีวิตจากการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ตนอยากจะเชิญชวนให้พี่น้องสื่อมวลชนสนใจในประเด็นตั้งต้น คือการที่เพื่อน สส. ถูกลอบสังหาร โดยมีทรัพยากรของหน่วยงานรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง และพยายามช่วยกันเข็นสังคมให้อยู่กับประเด็น และอย่าหลงประเด็นคล้อยตามกับสิ่งที่ IO พยายามจะเบี่ยงเราไป
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน






