วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

“วีระยุทธ” ประกาศภารกิจฟื้นชีวิตอุตสาหกรรมไทย ไทยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับการสร้างเทคโนโลยีใหม่ - “อิสริยะ” ชี้ต้องเปลี่ยนปัญหาคนป่วย-เกษตรป่วน-สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ให้เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรม

 


“วีระยุทธ” ประกาศภารกิจฟื้นชีวิตอุตสาหกรรมไทย ไทยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับการสร้างเทคโนโลยีใหม่ - “อิสริยะ” ชี้ต้องเปลี่ยนปัญหาคนป่วย-เกษตรป่วน-สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ให้เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรม


วันที่ 11 มกราคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลประชาชน และอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านเศรษฐกิจ ประกาศภารกิจสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทย “ฟื้นชีวิตเสือตัวที่ห้า พาอุตสาหกรรมไทยไปแข่งโลก”


วีระยุทธกล่าว่า ใครเคยได้ยินคำว่า “เสือตัวที่ห้า” บ้าง ถ้าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นกลับมาใน 5 ปีข้างหน้า “เสือตัวที่ห้า” จะกลายเป็น “ตำนานพื้นบ้าน” โดยถาวร เพราะมาเลเซียกับเวียดนามกำลังจะกลายเป็นตัวแทนกลุ่ม “พัฒนาสำเร็จ” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน


“เสือตัวที่ห้า” คือเรื่องเล่าและเส้นแบ่งความเป็นไปได้ของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการผลิต ด้านอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแหล่งสร้างงาน แหล่งสร้าง GDP เป็นแหล่งที่ส่งกำลังซื้อไปยังภาคการเกษตรและภาคบริการ เป็นหัวใจของขีดความสามารถในการแข่งขันที่เราจะแข่งกับโลก 


ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายอุตสาหกรรม เรามีนโยบายอุตสาหกรรมมาหลายยุค หลายสมัย แต่ดูเหมือนว่าหลังจากที่เราทำยานยนต์สันดาปสำเร็จ หลังจากนั้นนโยบายอื่นๆ อุตสาหกรรมอื่น ก็ไม่ได้ไปต่อเท่าไรนัก 


ถ้าต้องสรุปปัญหาของนโยบายอุตสาหกรรมไทยก็คือ เรากลัวตกขบวน จนยอมลดแลกแจกแถม ทำทุกอย่าง เพื่อให้ “ขบวนเทคโนโลยี” วิ่งผ่านหน้าบ้านเรา แต่สุดท้ายขบวนรถที่ว่าก็ขนคน ขนของ ขนเทคโนโลยีของตัวเองมา แต่แทบจะไม่จอดที่ประเทศเราเลย เราทำได้แค่ยืนถ่ายรูป เราได้แค่ยืนโบกมือ เซลฟี่กับเทคโนโลยีโดยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเลย เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ยุคฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ต่อมาถึง EVและกำลังจะเกิดกับดาต้าเซนเตอร์อีก หรือในอนาคตถ้ามีควอนตัมเทคโนโลยี ถ้าทำแบบเดิม เราก็จะได้แค่โบกมือรับแบบเดิม


ดังนั้น เราตั้งหลักใหม่ข้อที่หนึ่ง คือ เราต้องกระโดดเข้าไปมีส่วนร่วมกับ “ขบวนเทคโนโลยี” ให้ได้ เข้าไปมีส่วนร่วม ต้องมีคน มีของ มีสมอง ของคนไทยเข้าไปอยู่ในขบวนด้วย


ตั้งหลักต่อมาคือ เราต้องเข้าใจสภาพอุตสาหกรรมไทยปัจจุบัน ซึ่งการเมืองต้องสร้างบนความหวัง แต่เป้าหมายต้องตั้งบนความจริง ภาคการผลิตไทยตอนนี้ มีสภาพเป็น K-shaped คือมีสองขาถ่างออกจากกันเรื่อยๆ แทบไม่บรรจบกัน กลายเป็นสองโลกของอุตสาหกรรมไทย


�ขาบน คืออุตสาหกรรมชื่อต่างประเทศที่เราชวนเขามาผ่านหน้าบ้าน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ EV พวกนี้มูลค่าส่งออกเยอะ แต่สัดส่วนนำเข้าสูง ทำให้มูลค่าเพิ่มมีแนวโน้มลดลง และการจ้างงานก็น้อยลงเรื่อยๆ


ขาล่าง ล้วนเป็นอุตสาหกรรมชื่อไทยทั้งนั้น เช่น เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องจักรเกษตร ของเล่น กลุ่มนี้โตมากับเศรษฐกิจไทยยาวนาน จ้างงานกระจายทั่วประเทศ มีตั้งแต่ไซ์ S ไซส์ M ปัญหาก็คืออุตสาหกรรมกลุ่มนี้มักจะถูกทิ้งขว้าง ทั้งที่ควรจะยกย่องเป็นฮีโร่อุตสาหกรรมไทย เพราะเขาฝ่าคลื่นโควิด ฝ่าคลื่นจีน คลื่นเวียดนามมาได้ ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนก็จะอยากเอาตัวเองผูกกับชื่อไฮเทคเลยทิ้งขว้างอุตสหาหกรรมเหล่านี้ ทั้งที่เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญ มีของที่โดดเด่น เป็นของไทย เป็นที่รู้จักทั่วโลกอยู่


ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของเราคือ เราจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเก่าต้องไปต่อได้ และทำให้อุตสาหกรรมใหม่ต้องเฉิดฉายสู้กับโลกได้


วีระยุทธกล่าวว่า ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องผลิตรถยนต์ทั้งคันหรือทำสมาร์ทโฟนทั้งเครื่อง อย่างนั้นเรียกว่าคิดแบบเดิม ว่าต้องทำ product champions ที่เราคิดกันมาและไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้สมาร์ทโฟน 1 เครื่องเดินทางมาจากต่างประเทศทั่วโลก เช่น แบรนด์ Apple การออกแบบเบื้องต้นอยู่ที่สหรัฐฯ ขณะที่ Samsung ให้มีการออกแบบเบื้องต้นไว้ที่เกาหลีใต้ แต่การจ้างงานที่ประกอบ ย้ายไปที่ไหนก็ได้ตามค่าแรงที่ต่ำลง แล้วใช้ชิปที่มาจากไต้หวัน 


นั่นแปลว่า สิ่งที่เราต้องตั้งหลักใหม่ก็คือ เลิกคิดเรื่องเป็น product champion ที่ต้องทำทั้งคันทั้งชิ้น แต่ต้องเลือกชิ้นส่วนยุทศาสตร์ (strategic components) หาจุดที่เราเก่งในซัพพลายเชนโลก ให้เรามีศักยภาพโดดเด่น และเก่งขึ้นเรื่อยๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ จนโลกขาดเราไม่ได้ในจุดนั้น 


เช่น ถ้าเราเอา “ศักยภาพของไทย” กับ “ความเป็นไปของโลก” มาวางเชื่อมต่อกัน จะพบว่าเรามี 3 ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ ได้แก่ เซ็นเซอร์ – พาวเวอร์ชิป – โฟโตนิกส์ ที่เรามีโอกาสในการเติบโตทั้งระยะสั้นและระยะยาวในซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์


1. เซ็นเซอร์ เหมือนการติดระบบ “ประสาทสัมผัส” ใส่ระบบรับรู้ให้กับสิ่งของ ให้มีตา หู จมูก ลิ้น ให้กับอุปกรณ์เก่า เช่น เตียงที่ตั้งอยู่เฉยๆ อาจไม่มีมูลค่า เมื่อเติมระบบเซ็นเซอร์เข้าไป สามารถจับแผลกดทับได้ วัดอุณหภูมิได้ วัดความชื้นได้ มูลค่าของเตียงสามารถเพิ่มขึ้น 10 เท่า เซ็นเซอร์จึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่เรามีศักยภาพที่จะไปต่อ


2. พาวเวอร์ชิปก็มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเหมือนหัวใจหรือกล้ามเนื้อที่ส่งต่อพลังงานในร่างกาย ใช้ได้เยอะ อุปกรณ์รถ EV ตัวชาร์จเจอร์ เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ


3. โฟโตนิกส์ แปลงแสงเป็นไฟฟ้าและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หรือ Opto-electronics = ชิปที่ทำงานเหมือน “ระบบรับภาพของสมอง” เปลี่ยนแสงเป็นไฟฟ้าในเครื่องสแกน หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ผ่าตัดเลเซอร์ หรือยานยนต์ไร้คนขับ


ทั้ง 3 ชิ้นส่วนที่ว่ามา เซ็นเซอร์ พาวเวอร์ชิป โฟโตนิกส์ - ประเทศไทยเรามีศักยภาพในการออกแบบและผลิต และมีแนวโน้มขยายตัวในตลาดโลกระยะยาว โตไปกับขบวนเซมิคอนดักเตอร์ เป็นชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สามารถทำให้ไทยมีความสำคัญและเราจะเก่งขึ้นได้เรื่อยๆ จนโลกขาดเราไม่ได้ เป็นมูลค่าเพิ่มที่เราเกาะขบวนไปกับซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ของโลกได้


ตั้งหลักใหม่ข้อที่ 4 ต้องเปลี่ยนวิธีทำและทำให้อุตสาหกรรมเก่าไปต่อได้ด้วย ดังนั้นไม่ใช่แค่จะดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่ต้องสร้าง “ระบบนิเวศเซมิคอนดักเเตอร์” (Semiconductor Ecosystem) ให้เกิดขึ้นในไทย ลองนึกภาพผืนดินที่แห้งแล้งมากๆ ถ้าจะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าได้ ต้องเริ่มมุ่งเป้า ต้องมียุทธศาสตร์ แล้วเราต้องสนับสนุนผลักดันให้เกิดดีมานด์หรือ “กำลังซื้อในประเทศ” ต่อ 3 ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ ให้เป็นดีมานด์ที่ใหญ่ แต่ต้องมีการแข่งขันภายใน โดยรัฐกำหนดมาตรฐานสากล “ใช้ไม้บรรทัดระดับโลก” กับทุกการสนับสนุน ซึ่งต้องทำหลายขาไปพร้อมกัน


อุตสาหกรรมเก่า เราต้องตั้ง “กองทุนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม” (Transformation Fund) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเก่าของเราเอง ชวนเข้ามารับการสนับสนุนออกแบบเพื่อยกระดับเครื่องจักร เพื่อติดชิป แข่งขันต่อในโลกใหม่ได้


อุตสาหกรรมเก่า เช่น ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ เราต้องไปคุยกับเขา นำเตียงติดมาเซนเซอร์ เพื่อให้เขาปรับตัวสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมสุขภาพได้ จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ต้องไม่ทิ้งกลุ่มคนเหล่านี้ไว้ข้างหลัง แต่สามารถติดชิปเข้าไปในอุตสาหกรรมเก่า เพื่อให้เขาได้ไปต่อในโลกใหม่ได้


วีระยุทธกล่าวต่อว่า ประเทศไทยเรามีบริษัททั้งไทยและต่างชาติที่ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้พาวเวอร์ชิปในประเทศไทยเยอะมาก ประเทศไทยผลิตเครื่องปรับอากาศปีละ 20 ล้านเครื่อง แต่ตัวสำคัญอย่างพาวเวอร์ชิปกลับนำเข้าแทบทั้งหมด ทำให้มูลค่าเพิ่มต่ำ เราก็สามารถใช้กองทุนเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้พาวเวอร์ชิปในประเทศให้บริษัททั้งไทยและต่างชาติที่ผลิตเครื่องปรับอากาศ 20 ล้านเครื่องต่อปี นี่จะช่วยขยายดีมานด์ได้อย่างมหาศาล


เราจะมี Orangae Megaproject คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี กระจายทั่วประเทศ ทั้งน้ำประปาดื่มได้ ระบบกำจัดขยะ ระบบบำบัดน้ำเสีย รถเมล์ไฟฟ้า รวมถึง Smart grid เหล่านี้ที่เราจะลงทุนระดับแสนล้านใน 8 ปีข้างหน้า สามารถสร้างดีมานด์มหาศาล การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหายกระดับคุณภาพชีวิตเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างอุตสาหกรรม ยกระดับดีมานด์ให้เราเติบโต เปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นระบบนิเวศน์เซมิคอนดักเตอร์ของไทยได้ นี่คือ Growth Model ที่เราอยากเห็น เราอยากทำให้อุตสาหกรรมเก่าไปต่อได้ และอุตสาหกรรมใหม่เฉิดฉาย


นี่คือยุทธศาสตร์การฟื้นชีวิตเสือตัวที่ห้า ฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย 


อีกยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัฐบาลประชาชน คือการเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานที่มีคุณภาพและสร้างเทคโนโลยี ที่นำเสนอโดยคุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 


อิสริยะกล่าวว่า ทุกท่านก็ทราบกันดีว่าตลาดโลกตอนนี้แข่งขันสูงมาก จีนกลายเป็นตลาดผลิตสินค้าต่างๆ มาถล่มตลาดโลกมากมาย อเมริกาเริ่มดึงสินค้าไฮเทคกลับประเทศ อีกด้านหนึ่งหลายบริษัททั่วโลกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเกิดใหม่แบบเวียดนาม เราพูดกันมาเยอะว่าเวียดนามจะแซง เวียดนามจะแซง มันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว เราอยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นใช่ไหม?


คำถามที่ตามมา แล้วประเทศไทยจะสร้างอุตสาหกรรมอะไรดี เราอยากจะไปสร้าง EV แข่งกับจีน สู้ได้ไหม เราจะไปสร้าง AI แข่งกับอเมริกาก็ยากอีก คำถามที่น่าสนใจก็คือ ประเทศไทยจะสร้างอุตสาหกรรมอะไรดี พรรคประชาชนก็ขอนำเสนอแนวทางที่เราคิดว่าไม่เพ้อฝัน เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ นั่นก็คือการเปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรม


ทุกวันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเต็มไปหมด มองไปตรงไหนก็เจอปัญหา แต่แนวคิดของพรรคประชาชน เราต้องการจะเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส สิ่งที่เราจะทำก็คือ ผลักดันภาคเอกชนไทยมาเป็นคนประดิษฐ์คนผลิตชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับการแก้ปัญหาเหล่านี้


รัฐบาลประชาชนจะใช้นโยบายรัฐ การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ใช้พลังของรัฐในการหาเทคโนโลยี หาเงินทุนเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยที่รัฐจะเป็นคนซื้อ เมื่อผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตสินค้าและมีตลาดได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คืออุตสาหกรรม


อิสริยะยกตัวอย่างให้ดูว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งขอเรียกว่า ปัญหา 3 ป. ได้แก่ คนป่วย เกษตรป่วน และอากาศเปลี่ยน


อันแรกก็คือคนป่วย ทุกท่านทราบดีว่าประเทศไทยเข้าสู่ Aging Society คนป่วย คนสูงวัยมากขึ้น ป. ที่ 2 คือเรื่องของเกษตรป่วน ทุกคนก็ทราบกันดี การเกษตรมีปัญหาเยอะแยะมากมาย เรื่องผลผลิต เรื่องแรงงาน ฯลฯ และ ป. ที่ 3 คืออากาศเปลี่ยน ฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม พายุเข้า ปัญหา Climate Change ใกล้ตัวขึ้นเรื่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราจะเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้เป็นโอกาส


ขอยกตัวอย่างข้อแรกก่อน คนป่วย เราพูดกันมาเยอะ เรื่องประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการสร้างอุตสาหกรรมที่เรียกว่า Wellness เรามีบุคลากรทางการแพทย์เยอะ อยู่สุขสบาย สภาพแวดล้อมดี อันนี้ถูกต้องทุกข้อ แต่อย่าลืมว่าอุตสาหกรรม Wellness อุตสาหกรรมสุขภาพ อุตสาหกรรมการแพทย์จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์เข้าร่วมด้วย ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ผลิตเองได้ทั้งหมด นั่นแปลว่า เมื่อไรก็ตามที่เราสร้างอุตสาหกรรม Wellness ให้เติบโตขึ้น คนไทยได้อะไร ได้ค่าแรง แต่ว่ายิ่งอุตสาหกรรม Wellness ยิ่งโต เราก็ยิ่งต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศเยอะเพื่อนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์จากต่างประเทศเข้ามาเป็นเงาตามตัว


จะดีกว่าไหม ถ้าเกิดว่าอุตสาหกรรม Wellness ในประเทศไทยสามารถใช้เครื่องมือการแพทย์ที่ผลิตในไทยได้เอง ซึ่งมีตัวอย่างของอุปกรณ์การแพทย์ที่คนไทยผลิตได้เองจริงๆ แล้ววันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง X-ray เครื่องฟอกไตอัตโนมัติ หรือกระดูกเทียม


ถ้าเกิดว่ารัฐบาลใช้นโยบาย Thai First ซื้อของคนไทยก่อนนะ อุดหนุนสินค้าอุปกรณ์การแพทย์เหล่านี้ของคนไทย มันก็จะกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา ตอบโจทย์คนไทยที่มีปัญหา Aging Society ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งสร้างผู้ผลิตไทยที่มีศักยภาพสูงได้ทดลองตลาดพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันจะกลายเป็นอุตสาหกรรมส่งออกในท้ายที่สุด


อุตสาหกรรมต่อมาก็คืออุตสาหกรรมการเกษตร เรามีปัญหาเกษตรป่วน นั่นก็คือ ผลิตภาพต่ำ ใช้แรงงานสูง ผลผลิตที่ได้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานที่ลงไป ทำไมประเทศไทยไม่ใช้เครื่องจักรการเกษตรให้มากกว่านี้ เครื่องจักรการเกษตรก็มีหลายอย่าง เรามีปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 จากการเผาทางการเกษตร ถ้าเกิดว่าเราใช้เครื่องจักรแทนการเผา มีเครื่องอัดฟางเป็นก้อน เอาฟางมาทำประโยชน์ต่อได้ หรือเราอาจจะไปติดเซ็นเซอร์ อุปกรณ์ IoT วัดค่าดิน วัดค่าน้ำ วัดค่าอากาศเพื่อปลูกพืชให้เหมาะสม หรือว่าไปไกลกว่านั้น คนไทยเนี่ยสามารถผลิตโดรนการเกษตรได้เองแล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากนัก ถ้าเกิดว่าภาครัฐใช้นโยบายอุดหนุนสินค้าเครื่องจักรการเกษตรของไทย มันก็จะกลายเป็นอุตสาหกรรมเครื่องจักรการเกษตรที่เติบโตตามมาอีกเช่นกัน


สุดท้ายอากาศเปลี่ยน เราพยายามแก้ปัญหาน้ำท่วม พยายามแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 กันมาหลายปี แต่ก็ไม่สำเร็จ ข้อเสนอของรัฐบาลประชาชนคือ ต้องปรับวิธีคิดใหม่ ลองใช้เทคโนโลยีอวกาศดูบ้าง พูดคำว่าอวกาศเราอย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงเรื่องการส่งคนไปดวงจันทร์ แต่อวกาศในที่นี้หมายถึงว่าเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดาวเทียม โดรน ไปจนถึงอุปกรณ์เซ็นเซอร์ อุปกรณ์ IoT ต่างๆ พวกนี้เราสามารถนำมาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม นำมาแก้ปัญหาเรื่องของสภาพอากาศได้


แล้วไม่ใช่เฉพาะการผลิตดาวเทียม หรือผลิตโดรนเพียงอย่างเดียว แต่เรายังอยากต่อยอดไปถึงเรื่องของการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล การทำระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติที่ต่อเนื่องกันทั้งระบบ กลายเป็นอุตสาหกรรมอวกาศ รัฐบาลประชาชนอยากจะสร้าง Space Economy และรัฐบาลจะเป็นผู้ซื้อ ผู้อุดหนุนรายแรกของ Space Economy นี้เอง


ทั้ง 3 ตัวอย่างที่เล่ามาเนี่ยก็เป็นการเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส แล้วเปลี่ยนโอกาสให้เป็นอุตสาหกรรม เวลานี้เป็นเวลาดีที่สุดแล้วที่เราจะลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ การลงทุนจำเป็นต้องใช้ทั้งเงิน ใช้ทั้งเวลา ใช้ความจริงจัง ใช้ความต่อเนื่องทางนโยบายอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเราไม่เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ตั้งแต่วันนี้ เราก็จะตกขบวนรถไฟอีก


อิสริยะย้ำว่า การลงทุนเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นชีวิตเสือตัวที่ 5 กลับมาอีกครั้ง 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน