วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

สส.-ส.ก. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ลุยสำรวจเตาเผาขยะใหม่อ่อนนุช ชี้เปิดใหม่หนึ่งเตาแต่ไม่จัดการเตาเดิม กลิ่นเหม็นก็ไม่หาย พร้อมเรียกร้อง กทม. อย่าอุ้มเอกชน ถ้าทำไม่ได้มาตรฐานต้องยกเลิกสัญญาทันที

 


สส.-ส.ก. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ลุยสำรวจเตาเผาขยะใหม่อ่อนนุช ชี้เปิดใหม่หนึ่งเตาแต่ไม่จัดการเตาเดิม กลิ่นเหม็นก็ไม่หาย พร้อมเรียกร้อง กทม. อย่าอุ้มเอกชน ถ้าทำไม่ได้มาตรฐานต้องยกเลิกสัญญาทันที


วันที่ 17 มีนาคม 2569 ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส. กรุงเทพฯ เขต 21 พรรคประชาชน พร้อมด้วยศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กรุงเทพฯ เขต 9, พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส. บัญชีรายชื่อ, และภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก. เขตบางซื่อ ลงพื้นที่สำรวจเตาเผาขยะอ่อนนุชแห่งใหม่ ซึ่งกำลังจะเปิดทดสอบระบบในวันที่ 20 มี.ค. นี้ เพื่อติดตามสถานการณ์และเน้นย้ำให้โครงการไม่ก่อมลพิษทางกลิ่นให้รบกวนประชาชนอีก


ณัฐพงศ์กล่าวว่า เตาเผาขยะใหม่นี้เป็นเพียง 1 โรงจากนับสิบโรงในศูนย์ขยะอ่อนนุช และการสร้างเตาเผาใหม่อย่างเดียวย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดังที่หน่วยงานรัฐพยายามโฆษณา แต่ต้องจัดการกับของที่มีอยู่เดิมด้วย และความน่าเป็นห่วงคือ ตนได้สอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของสัญญาโรงแห่งใหม่นี้ บริษัทเอกชนก็ยังให้ข้อมูลว่า กทม. ไม่ได้มีการทำสัญญาอะไรเป็นพิเศษที่จะลดความเสี่ยงในเรื่องการก่อมลพิษ โดยให้ทั้งหมดเป็นเป็นดุลยพินิจของเอกชน ซึ่งถือว่าทำให้ กทม. เสียเปรียบมากในการจัดการปัญหามลพิษ และไม่เคยนำบทเรียนมาแก้ไขในโครงการใหม่เลย ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เอกชนต้องรับรู้และระมัดระวังตนเอง


"ผมได้แจ้งกับบริษัทว่าทุกโรงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ตนเอง ขอให้ทำให้ได้ตามมาตรฐาน หากทำไม่ได้มาตรฐานและรบกวนประชาชนแบบโรงอื่นอีก เราก็จะติดตามอย่างถึงที่สุดในทุกช่องทางที่เรามีแน่นอน"


ณัฐพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ตนขอยืนยันและเรียกร้องไปถึง กทม.ให้ยกเลิกสัญญากับโรงที่ทำไม่ได้มาตรฐานทันที อย่าอุ้มเอกชนที่ไม่สามารถควบคุมมาตรฐานการทำงานได้ เพื่อให้เป็นแบบอย่างให้กับโครงการใหม่ ๆ ต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน 





จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน จะ3 ปีแล้ว ที่ไม่อาจมองพระจันทร์ยามค่ำคืน ฝากกำลังใจถึงเพื่อนที่กำลังหมดไฟ เปรียบผู้ต้องขังทางการเมืองเวลานี้ เหมือนนก หากหยุดขยับปีกเมื่อไหร่ย่อมร่วงลงมาตาย เป็นนกที่มิอาจหยุดบิน ไม่อาจ burn out


จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน จะ3 ปีแล้ว ที่ไม่อาจมองพระจันทร์ยามค่ำคืน ฝากกำลังใจถึงเพื่อนที่กำลังหมดไฟ เปรียบผู้ต้องขังทางการเมืองเวลานี้ เหมือนนก หากหยุดขยับปีกเมื่อไหร่ย่อมร่วงลงมาตาย เป็นนกที่มิอาจหยุดบิน ไม่อาจ burn out


วันนี้ (17 มีนาคม 2569) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 7 มี.ค. 69 (เพิ่งได้รับ!) โดยมีเนื้อความว่า 


เช้านี้หลังเปิดขังอากาศค่อนข้างดี ลมเย็นอ่อน ๆ พัดผ่านมาพอให้คลายร้อน ร้อนที่ระอุมาหลายวัน ยืนมองพระจันทร์ตอนเช้ายิ่งชวนให้เหงา เป็นความเหงาที่คุ้นชินไปเสียแล้ว ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่น้อยคนที่จะพอพูดคุย พระจันทร์ในรุ่งเช้ายังงดงามเหมือนทุกครั้งที่ยืนมองจากตรงนี้ 3 ปีแล้วที่ไม่อาจมองพระจันทร์ยามค่ำคืน


ทราบข่าวเพื่อน ๆ หลายคน burn out เซาซบไปกับวันเวลาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจและให้กำลังใจ หวังว่าปรากฎการณ์นี้จะหายไปเมื่อจังหวะเวลาที่จำเป็นมาถึง สำหรับพวกเราในนี้ หากจะเปรียบก็เหมือนนกที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า หยุดขยับปีกบินเมื่อไหร่ย่อมต้องร่วงลงมาตายอย่างแน่นอน เป็นนกที่มิอาจหยุดบิน ไม่อาจ burn out


ตอนนี้ เก็ท โสภณ กำลังอ่าน Human Acts นิยายที่ Han Kang เขียน ส่วนไผ่ ดาวดิน กำลังอ่าน “ฤทธิ์มีดสั้น” ส่วนผมกำลังอ่าน “ซอร์บา” (Zorba) ที่เขียนโดย Nikos Kazantzakis การอ่านหนังสือหากเป็นเวลาที่พวกเราได้อยู่ในโลกอีกโลก ท้องฟ้าอีกผืน โลกที่ไม่มีกำแพง ท้องฟ้าที่โบยบินได้อย่างเสรีในทุก ๆ เช้า ของพวกเราจะพูดคุย ฟังเรื่องราวที่ทุกคนได้จากการเยี่ยมญาติ เยี่ยมทนายความ มีทั้งใจหาย เสียดาย และบางช่วงก็อดหัวใจฟูไปกับมันไม่ได้


“อยากบังเอิญเจอใครที่ยังฝันอยู่ นั่งฟังเพลงอยู่ตรงนี้ หากว่ามีจริง ๆ ได้ก็คงดี บอกทีว่ายังฝันอยู่…” บอกพวกเราทีว่ายังฝันอยู่ 


คิดถึงทุกคน

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 6 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112
 

‘กมนทรรศน์’ พรรคประชาชน เร่งรัฐบาลนำร่าง PRTR กลับเข้าสภา แก้ปัญหาเมื่อมีสารเคมีรั่วไหล มีการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ป้องกันประชาชนจากมลพิษทางสิ่งแวดล้มซ้ำซาก

 


‘กมนทรรศน์’ พรรคประชาชน เร่งรัฐบาลนำร่าง PRTR กลับเข้าสภา แก้ปัญหาเมื่อมีสารเคมีรั่วไหล มีการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ป้องกันประชาชนจากมลพิษทางสิ่งแวดล้มซ้ำซาก


วันที่17 มีนาคม 2569 กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยองเขต1 พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... (PRTR)โดยขอให้รัฐบาลเร่งนำร่างดังกล่าวกลับเข้าสภาทันที


โดยกมนทรรศน์ กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในสมัยสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ตน และเพื่อน สส.จากพรรคก้าวไกล ได้ยื่น ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... (PRTR) เข้าสู่สภาฯ พร้อมกับร่างฯของภาคประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อจำนวน 12,328คน โดยสภาฯได้มีมติรับหลักการในวาระ 1 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 และได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณารายมาตราจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568  


จนกระทั่งมีการประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ร่างกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วทั้งหมดต้องหยุดชะงักและค้างการพิจารณาอยู่ในวาระที่ 2 และ 3 ทันที เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะกฎหมายหลายฉบับมีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง


จากสถานการณ์ในปัจจุบันกมลทรรศน์กล่าวว่าเราไม่สามารถรอเวลาได้อีกต่อไป เพราะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงภัยจากมลพิษไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ หรือแม้แต่มลพิษที่สะสมอยู่ในแหล่งดินแหล่งอาหาร   


บ่อยครั้งที่เกิดอุบัติภัยจากโรงงาน เหตุการณ์สารเคมีรั่วไหล หรือการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน เราไม่สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างทันท่วงที ไม่สามารถระงับยับยั้งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราไม่มีข้อมูลสารมลพิษที่ชัดเจนจากโรงงานหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งปัญหาเรื้อรังด้านสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา 


โดยกมลทรรศน์ได้อธิบายถึงหัวใจสำคัญของกฎหมาย PRTR ว่ากฎหมายดังกล่าว คือการกำหนดให้ผู้ครอบครองสารมลพิษ รวมถึงผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษต้องรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม พร้อมบังคับให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณะ เพื่อเป็นกลไกรับรองสิทธิให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสารมลพิษเพื่อประโยชน์ในการป้องกันตนเองและรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที เปลี่ยนจากการตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาเป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน


ตนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งเดินหน้ากฎหมาย PRTR ต่อทันที โดยนำร่างที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งยังค้างอยู่ในวาระที่ 2 และ 3 กลับมายืนยันเพื่อพิจารณาต่อให้จบโดยเร็วที่สุด เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง คืนความปลอดภัยด้านสุขภาพและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษให้แก่ประชาชนคนไทยทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ระยอง #PRTR

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งให้ เรือเอก ยงยุทธ ทำแก้คำฟ้อง กรณี เรือเอก ยงยุทธฟ้องประธาน กกต.กับพวกรวม 8 คน ปมสั่งพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

 


ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งให้ เรือเอก ยงยุทธ ทำแก้คำฟ้อง กรณี เรือเอก ยงยุทธฟ้องประธาน กกต.กับพวกรวม 8 คน ปมสั่งพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด


วันนี้ (17 มีนาคม 2569) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดตรวจคำฟ้องคดีที่ เรือเอก ยงยุทธ เสาแก้วสถิต ยื่นฟ้องประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พร้อมพวกรวม 8 คน ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากกรณี การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส.


โดยคำฟ้องระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาทุจริตร่วมกัน สั่งพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต สีเขียว ให้มีคิวอาร์โค้ด และบัตรบัญชีรายชื่อ สีชมพู ให้มีบาร์โค้ด เพื่อใช้ตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจกระทบต่อความลับของผู้ใช้สิทธิ และสะท้อนถึงความไม่โปร่งใส อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตบัตรเลือกตั้งโดยไม่จำเป็น


ภายหลังการไต่สวน ศาลมีคำสั่งยังไม่รับฟ้องในชั้นนี้ โดยให้โจทก์กลับไปแก้ไขคำฟ้องให้มีรายละเอียดชัดเจนมากขึ้น ก่อนยื่นใหม่ พร้อมเตรียมส่งเรื่องให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยศาลนัดฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569


“ไอซ์ รักชนก” จี้ กกต. เร่งสอบ กปน. สุพรรณบุรี ชี้ประชาชนเห็นคาตาทั่วประเทศแล้ว กกต. เมื่อไหร่จะเห็น รู้ดีนับใหม่ก็ไม่พลิกผลเลือกตั้ง แต่เจตจำนงประชาชนควรถูกสะท้อนอย่างแท้จริง

 


ไอซ์ รักชนก” จี้ กกต. เร่งสอบ กปน. สุพรรณบุรี ชี้ประชาชนเห็นคาตาทั่วประเทศแล้ว กกต. เมื่อไหร่จะเห็น รู้ดีนับใหม่ก็ไม่พลิกผลเลือกตั้ง แต่เจตจำนงประชาชนควรถูกสะท้อนอย่างแท้จริง


วันที่ 17 มีนาคม 2569 รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ระหว่างการเลือกตั้ง และกำลังให้มีการเร่งรัดสอบสวนอยู่


รักชนกระบุว่าจนถึงวันนี้เขต 2 จ.สุพรรณบุรี เป็นเขตเลือกตั้งเดียวในประเทศไทย ที่ กกต. ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง และเมื่อวานนี้แสวงได้ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของสำนักงาน กกต.ประจำ จ.สุพรรณบุรี และได้เร่งรัดให้เร่งดำเนินการโดยเร็วแล้ว โดยผลการสอบจะเสร็จภายใน 60วัน


ตนจึงขอถามถึงความคืบหน้าและฝากข้อห่วงกังวลไปถึงสำนักงาน กกต.สุพรรณบุรี อย่าให้ 60 วันผ่านไปอย่างล่าช้า ขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบตามที่พรรคประชาชนได้ยื่นคำร้องต่อประธาน กกต. เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และ ตามที่ นุศรา ศรีสังข์งาม อดีตผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 2 พรรคประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.สุพรรณบุรี ไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569


รักชนกกล่าวต่อไปว่าวันนี้ประชาชนเห็นกับตาจนชัดเจนหมดแล้ว กกต. จะเห็นและยอมรับได้หรือยัง ว่าการเลือกตั้งในเขต 2 จ.สุพรรณบุรี มีการทุจริตโดย กปน. เกิดขึ้นจริง คะแนนผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จากเดิม 104 คะแนน เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 228 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ได้ 427 คะแนน แต่นับใหม่ได้คะแนนลดลงเท่าตัวเหลือเพียง 263 คะแนน


นี่แค่หน่วยเดียวเท่านั้นที่เจอความผิดปกติ คำถามคือถ้านับใหม่อีกจะเจอแบบนี้อีกกี่หน่วย การนับคะแนนที่สุพรรณบุรีมีหน่วยเลือกตั้งจำนวนมากที่นับแบบแปลกๆ ไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติ ดูเองขานเองขีดเอง ปกปิดไม่ให้ประชาชนเห็นใบลงคะแนน ซึ่งทำให้ไม่รู้ว่าคะแนนที่ขานออกมา ตรงกับในบัตรเลือกตั้งหรือไม่


รักชนกกล่าวต่อไปว่าจากความผิดพลาดในการนับคะแนนของ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางตาเถร และ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านช้าง ใน อ.สองพี่น้อง เขต 2 จังหวัดสุพรรณบุรี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการที่ กปน. จงใจนับหรือรวมคะแนนผิดไป พรรคประชาชนจึงขอให้เร่งตรวจสอบว่าการนับคะแนนหรือรวมคะแนนในหน่วยเลือกตั้งหน่วยอื่นๆ ของเขต 2 จ.สุพรรณบุรี ผิดพลาดแบบเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุอันสมควรให้ กกต. สั่งให้มีการนับและรวมคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ของ จ.สุพรรณบุรี เขต 2 ทุกหน่วยเลือกตั้งใหม่ได้


เราทราบดีและรู้แน่แก่ใจแล้ว ว่าการนับใหม่จะไม่พลิกผลการเลือกตั้ง แต่เราต้องยืนยันว่าเจตนำนงของประชาชนควรถูกสะท้อนอย่าตรงไปตรงมาผ่านคูหาเลือกตั้ง เมื่อมีเคสที่พิสูจน์แล้วว่ามีความผิดปกติอยู่จริง กกต. ไม่ควรจะนิ่งเฉย อย่าทำให้ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้น้อยอยู่แล้วเหือดแห้งไปมากกว่านี้ ขอให้เร่งดำเนินการโดยไว และขอให้พิจรณานับใหม่เพื่อทำให้ประชาชนสุพรรณบุรีสิ้นสงสัย ผู้ชนะจะได้ชนะอย่างสง่างาม” รักชนกกล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #สุพรรณบุรี #กปน #กกต

ปชน.ชงข้อเสนอรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมัน-ไฟฟ้า ประชาชนต้องรู้ข้อมูลชัดเจนว่าจะเติมน้ำมันที่ไหนได้-เตรียมความพร้อมราคาสินค้าผันผวน ชี้วิกฤติครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์บ้านใหญ่-เทคโนแครต จะกอบโกยหรือจะช่วยประชาชนก่อน

 


ปชน.ชงข้อเสนอรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมัน-ไฟฟ้า ประชาชนต้องรู้ข้อมูลชัดเจนว่าจะเติมน้ำมันที่ไหนได้-เตรียมความพร้อมราคาสินค้าผันผวน ชี้วิกฤติครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์บ้านใหญ่-เทคโนแครต จะกอบโกยหรือจะช่วยประชาชนก่อน


วันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีวิกฤติน้ำมันและค่าไฟฟ้า อันสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล


วีระยุทธระบุว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนและตื่นตระหนกของประชาชน เป็นเพราะสิ่งที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรองนายกรัฐมนตรี พยายามย้ำกับสังคมไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากรู้ สิ่งที่รัฐบาลพยายามย้ำมาตลอดคือน้ำมันสำรองมีเพียงพอ ไม่ต้องกังวล บางครั้งก็บอกด้วยซ้ำว่ามีน้ำมันสำรองสูงสุดในอาเซียน ซึ่งอาจจะจริง แต่สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ในชีวิตประจำวันคือคำถามง่ายๆ ว่าทำไมไปเติมที่ปั๊มแล้วน้ำมันหมด แล้วจะเติมได้ที่ไหน ตราบที่รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามให้กับประชาชนได้ ความปั่นป่วนกังวลก็จะยังดำรงอยู่ต่อไป


ในด้านการบริหารจัดการของรัฐบาล มีปัญหาสำคัญสองประการคือ


1) แนวทางการทำงานของกองทุนน้ำมันในเรื่องการพยุงราคาและการอุดหนุนราคา การประกาศว่าจะพยุงราคาเป็นเวลา 15 วัน คาดการณ์ได้ว่าน่าจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด เพราะในฝั่งของผู้ขาย ไม่ว่าจะค้าส่งหรือรายใหญ่ หรือคนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน โดยเฉพาะคนที่หวังผลกำไรระยะสั้น ก็มีแนวโน้มที่จะกักตุนเก็บไว้ก่อนเพื่อรอวันที่การพยุงราคาเปลี่ยนไปเพื่อทำกำไร จึงมีความต้องการเก็บน้ำมันไว้สูงกว่าปกติ ขณะเดียวกันผู้ซื้อเองเมื่อรู้ว่าจะมีการพยุงราคา 15 วัน ก็ย่อมอยากจะตุนน้ำมันเอาไว้ก่อน จึงทำให้เกิดความต้องการเทียม และเกิดช่องว่างขึ้นในตลาดทันที จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความปั่นป่วนในตลาดน้ำมันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


2) เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีการเรียกประชุมด่วนเพื่อสอบถามว่ามีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ แต่ปรากฏว่าการประชุมวันนั้นกลับมีแค่บริษัทน้ำมันรายใหญ่ 5-6 รายเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อผู้ประกอบการบอกว่ามีน้ำมันเพียงพอ รองนายกรัฐมนตรีก็นำมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่ามีน้ำมันเพียงพอ ไม่ต้องกังวล


แต่การรับฟังเฉพาะบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ไม่เป็นการสะท้อนปัญหาทั้งหมด เพราะยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ยังไม่ถูกรับฟังเสียงอีกจำนวนมาก เช่น ปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยที่ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นชุมชนไปต่อได้ในหลายพื้นที่ที่ปั๊มใหญ่ไม่ไปลงทุน ทั้งที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ บางรายถึงกับต้องปิดกิจการและมีแนวโน้มที่จะต้องหยุดกิจการล้มละลายในอนาคตด้วยซ้ำ


ชาวนาก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว หลายคนต้องใช้น้ำมันวันละ 100-200 ลิตร และด้วยความเป็นรถเกี่ยวข้าวจึงต้องนำแกลลอนไปเติมที่ปั๊ม แต่เมื่อปั๊มไม่ให้เติมใส่แกลลอนก็เกิดปัญหาตามมา ชาวประมงก็เช่นเดียวกัน น้ำมันเขียวที่ชาวประมงใช้เมื่อราคาสูงขึ้นก็ต้องประเมินว่าการออกทะเลแต่ละรอบคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อประเมินว่าจะไม่คุ้มเพราะไม่สามารถปรับราคาได้ ชาวประมงจำนวนมากจึงไม่สามารถออกทะเลได้ ซึ่งจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าอาหารทะเลต่อไปด้วย ผู้ประกอบการขนส่งโดยเฉพาะผู้ขับรถบรรทุกรายย่อยก็เช่นเดียวกันที่ไม่ถูกรับฟังเสียง


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ดังนั้น ในแง่ของการบริหารจัดการนอกจากจะมีปัญหาในเชิงแนวทางการบริหารกองทุนน้ำมันแล้ว ยังมีปัญหาในเรื่องการรับฟังเสียงที่ไม่รอบด้านและแคบเกินไปของ ศบก. ด้วย การบริหารจัดการวิกฤตรอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของบ้านใหญ่และเทคโนแครตที่เป็นสององค์ประกอบสำคัญของรัฐบาลภูมิใจไทย การทำงานของบ้านใหญ่ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อนเช่นนี้จะให้ความเป็นธรรมได้แค่ไหน พิพัฒน์ซึ่งเป็น ผอ.ศบก. มีธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ตอนนี้มีปัญหาระดับชาติคือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดิมจะต้องไปเติมน้ำมันจากผู้ค้าส่ง ตอนนี้เมื่อราคาต่างก็แห่กันมาเติมน้ำมันจากหน้าปั๊มแย่งกับประชาชนทั่วไป จะพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าจะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนได้แค่ไหน


เครือข่ายบ้านใหญ่และธุรกิจในแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหาแย่งชิงน้ำมันจากประชาชนเช่นกัน ในหลายจังหวัดพบว่าประชาชนธรรมดาไปต่อคิวเติมน้ำมันรอเท่าไหร่ก็ไม่ได้เติม แต่เมื่อมีเครือข่ายธุรกิจใหญ่เข้ามาแซงคิวเข้าไปเติมได้เลย เมื่อน้ำมันหมดก็ไม่มีน้ำมันเหลือให้กับคนตัวเล็กตัวน้อยได้เติม นี่เป็นบทพิสูจน์ว่าในยามคับขันบ้านใหญ่จะเอาตัวรอดก่อนหรือจะให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการคนตัวเล็กตัวน้อยในพื้นที่ได้


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกันก็จะเป็นบทพิสูจน์ของเทคโนแครต เอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดมาตลอดเรื่องความโปร่งใส การทำข้อมูลทำ และระบบดิจิทัล วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าจะพูดแล้วทำได้จริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการในเวลานี้คือแดชบอร์ด เป็นข้อมูลเทียบดูว่าปั๊มแถวบ้านมีน้ำมันเหลืออยู่เท่าไหร่ และจะไปเติมที่ปั๊มไหน ถ้าได้ข้อมูลเร็วก็จะยิ่งดี แต่อย่างน้อยที่สุดควรมีข้อมูลรายวัน ประชาชนจะได้วางแผนใช้ชีวิตและประกอบธุรกิจได้ นี่จะเป็นบทพิสูจน์การทำงานในเชิงข้อมูลและความโปร่งใสได้เป็นอย่างดี


ในด้าน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบในด้านราคาสินค้าและภาคธุรกิจ ก็มีความท้าทายเช่นเดียวกันว่าจะสามารถจัดการปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่แค่ปลายทางของราคาสินค้าได้หรือไม่ ปัญหาการขึ้นราคาสินค้าและความผันผวนในเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ต้นน้ำ ตั้งแต่การขนส่งที่เป็นระบบโลจิสติกต์เส้นเลือดใหญ่ของราคาสินค้าทั้งหมดในประเทศ ขณะเดียวกันหลายธุรกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเริ่มประสบปัญหาแล้ว เมื่อนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง เริ่มขาดหายไป แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยการที่คนไทยไม่กล้าเดินทางไกล


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่าวิกฤติน้ำมันครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์การทำงานของรัฐบาล ทั้งในตัวของบ้านใหญ่เองว่าจะเอาตัวรอดก่อนหรือให้ความเป็นธรรมกับประชาชนก่อน และเป็นบททดสอบของเทคโนแครต ว่าจะทำงานต่อสู้เพื่อประชาชนหรือจะยอมรับผลประโยชน์ของกลุ่มเครือข่ายอิทธิพล ท่ามกลางความปั่นป่วนเช่นนี้สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้มีอยู่สองอย่าง คือความชัดเจนและความพร้อม


1) รัฐบาลต้องมีความชัดเจนเรื่องข้อมูล ว่าจะเติมน้ำมันวันนี้ได้ที่ปั๊มไหน มีปริมาณเท่าไหร่ และแนวทางบริหารของกองทุนน้ำมันจะเอาอย่างไร จะเป็นการใช้เงินพยุงราคาแบบกวาดแล้วตอนนี้ขาดทุนในระดับหมื่นล้านแล้ว กำหนดวันแบบที่เป็นมาแล้วสร้างปัญหา หรือจะเปลี่ยนแนวทางใหม่ เช่น ทยอยขยับเป็นขั้นบันได ส่งสัญญาณให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมได้เริ่มปรับตัวเป็นขั้นบันได หรือจะมีการช่วยเหลือแบบเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะเจาะจงก็ได้ เช่น ในกลุ่มเปราะบางหรือธุรกิจขนส่งที่เป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะ


2) นอกจากความชัดเจนแล้วประชาชนต้องการความพร้อมของรัฐบาลด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่ปัจจุบัน แต่รวมถึงในระยะ 2-6 เดือนข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรกับบางจุดที่เริ่มก่อปัญหา เช่น เม็ดพลาสติกที่ตอนนี้เริ่มขาดแคลนแล้ว น่าจะส่งผลต่อเป็นลูกโซ่ยาวไกลมากถึงวัสดุก่อสร้าง สี ปูน อุปกรณ์ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอาหาร ขณะเดียวกันสินค้าจำนวนมากนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่ง 60% มาจากตะวันออกกลาง จะส่งผลต่อการเก็บเกี่ยวและรายได้และต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าเกษตรในอนาคตที่จะตามมา


ทางด้านศุภโชติ ระบุว่าจากการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพภาคตะวันออก ได้มีการพูดคุยกับทั้งผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน เจ้าหน้าที่ในสถานี รวมถึงประชาชนที่มาเติมน้ำมัน ปัญหาที่เจอสามารถสรุปได้เป็นสามประการด้วยกัน กล่าวคือ


1) ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม แม้จะเป็นพื้นที่ใกล้ศูนย์กลางอย่างกรุงเทพมหานคร ก็ยังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน มีประชาชนหลายรายต้องขับรถเวียนไปเรื่อยๆ เพื่อหาน้ำมันเติม บางรายแจ้งว่าขับมาแล้ว 3 ปั๊มและยังต้องขับหาต่อไป


2) ผู้ประกอบการน้ำมันแจ้งว่าปัจจุบันมีการจำกัดโควตาการปล่อยน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงมีกลุ่มลูกค้ารายใหม่ ที่จากเดิมเคยซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง ปัจจุบันเข้ามาซื้อกับสถานีบริการน้ำมันรายย่อยมากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า


3) ที่รัฐบาลออกมาสื่อสารตลอดว่าประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอ แต่สิ่งที่ได้เจอจากสถานการณ์จริงขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง จึงต้องถามกับทางรัฐบาลกลับไปว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำเมื่อขัดแย้งขนาดนี้ แสดงให้เห็นถึงเห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้หรือไม่


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่กำลังจะตามมาคือเรื่องของค่าไฟ เนื่องจากไฟฟ้าในประเทศผลิตจากก๊าซธรรมชาติค่อนข้างมาก เป็นสัดส่วนสูงกว่า 60% และมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติรูปแบบเหลวหรือแอลเอ็นจีจากตะวันออกกลางกว่า 25% ของแอลเอ็นจีทั้งหมด อันดับหนึ่งมาจากกาตาร์


ซึ่งจากข่าวล่าสุดมีเรือขนส่งแอลเอ็นจีของประเทศไทยติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุสถึง 3 ลำ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องออกหาแอลเอ็นจีเพิ่มเติมหรือนำเข้ามาทดแทน จากตลาดที่มีราคาผันผวนและมีราคาแพงกว่าปกติ รวมถึงผู้ค้าแอลเอ็นจีในประเทศก็ได้มีการประกาศแล้วว่าจะขอใช้เงื่อนไขในสัญญาระงับการส่งแอลเอ็นจีสู่ผู้ค้าประเทศอื่น ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ค่าไฟที่จะประกาศในงวดเดือนพฤษภาคม 2569 น่าจับตาเป็นเป็นอย่างยิ่งว่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากน้อยแค่ไหน


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนอยากให้รัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ โดยสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันทีเพื่อช่วยทุเลาปัญหาภาระค่าครองชีพของประชาชน คือ


1) การลดอัตราค่าไฟสำหรับกลุ่มเปราะบาง นโยบายของรัฐบาลที่ใช้เคยใช้หาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการการใช้ไฟฟ้าในช่วง 200 หน่วยแรกจะได้รับอัตราพิเศษ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีการบังคับใช้ในบิลค่าไฟที่จะถึงนี้ทันที


2) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีการประกาศโควตารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากหลังคาบ้านที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว อย่างน้อยช่วยเป็นการลดการผลิตไฟฟ้าจากแอลเอ็นจีในอนาคตได้


3) ในอดีตเคยมีโครงการอย่างการควบคุมการตอบสนองด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่เป็นการขอความร่วมมือและจ่ายค่าชดเชยให้กับโรงงานหรือผู้ประกอบการ และผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ซึ่งสามารถลดการผลิตไฟฟ้าจากต้นทางได้ อย่างน้อยรัฐบาลควรออกมาตรการนี้มาเป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยรองรับบรรเทาวิกฤติที่ประเทศกำลังจะขาดแคลนแอลเอ็นจี รวมถึงแอลเอ็นจีราคาสูงที่กำลังจะเข้าสู่ประเทศ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิกฤติพลังงาน





วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘พริษฐ์’ เผย ‘พรรคประชาชน’ ยื่น 9 ร่างกฎหมายชุดแรกต่อสภาฯ ทันที หลังโปรดเกล้าฯ ‘ประธานสภาฯ’ วันนี้

 


‘พริษฐ์’ เผย ‘พรรคประชาชน’ ยื่น 9 ร่างกฎหมายชุดแรกต่อสภาฯ ทันที หลังโปรดเกล้าฯ ‘ประธานสภาฯ’ วันนี้


วันที่ 16 มี.ค. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า


ประธานสภาปฏิบัติหน้าที่แล้ว พรรคประชาชนเดินหน้ายื่นชุดกฎหมายทันที 


14.30 น. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว


บ่ายวันนี้ ทางพรรคประชาชนจึงได้ยื่นชุดกฎหมาย 9 ชุดแรก ต่อสภาทันที เพื่อเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกนิติบัญญัติ (เช่น พ.ร.บ. ประกันสังคม / พ.ร.บ. โรงแรม / พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร / พ.ร.บ. ขนส่งทางบก / พ.ร.บ. ขยะ / พ.ร.บ. การศึกษา / ร่างแก้ไข รธน. เพิ่มสิทธิประชาชนในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง)


รายละเอียดเนื้อหาของกฎหมาย 9 ชุดแรก (20-30+ ฉบับ) จะมีการสื่อสารและแถลงข่าวในเร็วๆนี้


ในการแสดงวิสัยทัศน์เมื่อวาน ประธานสภาคนใหม่ (โสภณ ซารัมย์) ได้พูดถึงการเพิ่มพื้นที่และเวลาในการพิจารณาร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส. ทุกฝ่าย (นอกเหนือจากกฎหมายที่ถูกเสนอโดย ครม.) - หลังจากนี้ ผมหวังจะเห็นความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในการผลักดันวาระการเปลี่ยนแปลงที่เราหาทางออกร่วมกันได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




‘เอกภพ’ พรรคประชาชน ชี้การเข้าเวร 12 ชั่วโมงของพยาบาลโดยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ละเมิดสิทธิพยาบาลรุนแรงขึ้น

 


‘เอกภพ’ พรรคประชาชน ชี้การเข้าเวร 12 ชั่วโมงของพยาบาลโดยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ละเมิดสิทธิพยาบาลรุนแรงขึ้น


วันที่ 16 มีนาคม 2569 เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังจากที่มีบุคลากรสาธารณสุข โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกมารวมตัวหน้าเสาธง เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายเวร 12 ชั่วโมง


โดยเอกภพกล่าวว่า กรณีที่บุคลากรสาธารณสุข รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการปรับตารางเวรพยาบาล จากเวรละ 8 เป็น 12 ชม. โดยค่าเวรต่อชั่วโมงไม่ได้บวกค่าความอ่อนล้าในการทำงาน คิดค่าเวรต่อชั่วโมงละ 45 บาทเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่การพยาบาลเป็นทักษะขั้นสูง


พยาบาลหน้าด่านเป็นวิชาชีพที่เสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด ถูกกดค่าตอบแทน เพิ่มภาระงาน ทำงานแทนวิชาชีพอื่น ๆ เสี่ยงถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ บัดนี้ก็ได้รับสัญญาณนโยบายว่าอาจต้องทำงานเพิ่ม ต้องสละเวลาครอบครัวและพักผ่อนอย่างเพียงพอ


เอกภพกล่าวว่า หากปล่อยให้นโยบายเวร 12 ชั่วโมงได้รับการบังคับใช้ โดยที่พยาบาลหน้าด่านไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจโดยเสรี ผมกังวลว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิพยาบาลจะรุนแรงขึ้น ส่งผลต่อการลาออกของบุคลากรในระบบที่รุนแรงจนยากจะเยียวยา


แม้ขณะนี้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขจะกล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นการสื่อสารคาดเคลื่อน แต่พรรคประชาชนเห็นว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกำลังคนด้านสุขภาพ และขอแสดงจุดยืนดังนี้


1. พยาบาลต้องรอด คนไข้จึงจะรอดไปด้วยกัน ระบบบริการสุขภาพไม่อาจตั้งอยู่ได้บนการทำงานเกินขีดจำกัดมนุษย์ของบุคลากร ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อบุคลากรเท่านั้น แต่ยังอันตรายต่อผู้ป่วยด้วย การบังคับทำงานยาวนานเกินขีดจำกัดมนุษย์ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ย่อมส่งผลต่อความปลอดภัยของทั้งคนไข้และบุคลากร


2. สิทธิแรงงานต้องมาก่อนข้อจำกัดเชิงทรัพยากร ผู้บริหารโรงพยาบาล ผู้บริหารรัฐบาล ต้องยอมรับว่าการจัดบริการสุขภาพมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และต้องพยายามจัดหางบประมาณและบุคลากรที่เพียงพอมาปฏิบัติงานอย่างถึงที่สุด


3. รัฐบาลต้องเป็นตัวอย่างการจ้างงานที่มีคุณภาพ ภาครัฐในฐานะนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ควรเป็นต้นแบบการจ้างงานที่เคารพสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชน กำหนดชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม ให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม


4. กระทรวงสาธารณสุขต้องประกาศอย่างชัดเจนว่าจะคุ้มครองสวัสดิภาพพยาบาล ยุติการพิจารณาการบังคับขึ้นเวรจาก 8 เป็น 12 ชั่วโมงทั่วประเทศ ต้องเสนอแผนทดแทนการขาดพยาบาลต่อประชาคมพยาบาลที่ชัดเจนและมีกรอบเวลา ทั้งการลดภาระงาน เพิ่มค่าตอบแทน และเพิ่มกำลังคน


5. เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในระยะยาว พรรคประชาชนผลักวาระพิจารณานี้ในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานภาครัฐ (พรบ.คุ้มครองแรงงาน) ส่งเสริมการรวมตัวเพื่อต่อรองสภาพการทำงานที่เหมาะสม (พรบ.สหภาพแรงงาน) สนับสนุนหน่วยงานกำกับดูแลกำลังคนด้านสุขภาพและชั่วโมงทำงาน และวางรากฐานระบบข้อมูลสุขภาพเพื่อการวางแผนกำลังคนที่แม่นยำ (พรบ.ระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล)


เอกภพกล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคประชาชนขอยืนเคียงข้างบุคลากรด่านหน้า คืนความเป็นธรรมกับคนทำงานสุขภาพ เพื่อสุขภาพประชาชนที่ยั่งยืน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พยาบาล

“สมชัย” ร่วมถก คกก.กองทุนสู้กกต. ก่อนอ.ปริญญานำแถลง“กองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้งโปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม” พร้อมเปิดตัว คณะกรรมการกองทุนฯ ทั้ง 5 ราย เพื่อช่วยประชาชนถูก กกต.ฟ้องคดีเลือกตั้ง

 


“สมชัย” ร่วมถก คกก.กองทุนสู้กกต. ก่อนอ.ปริญญานำแถลง“กองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้งโปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม” พร้อมเปิดตัว คณะกรรมการกองทุนฯ ทั้ง 5 ราย เพื่อช่วยประชาชนถูก กกต.ฟ้องคดีเลือกตั้ง 


วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ "ดร.เรือบิน" ผู้อำนวยการดีโหวด มหาวิทยาลัยศรีปทุม  ร่วมแถลงข่าวคืบหน้าการตั้งกองทุน สู้ กกต. พร้อมเปิดตัวคณะกรรมการกองทุนทั้ง 5 คน ได้แก่ รศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์  เลขาธิการ พีเน็ต หรือ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์  ผู้จัดการ iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน, นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการ We Watch หรือ เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย และนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยได้มีการประชุมคณะกรรมการนัดแรกในวันนี้ เวลา 14.00 น.


จากนั้น 15.00 น. ทั้งหมดตั้งโต๊ะแถลงข่าว โดย รศ.ดร. ปริญญา ระบุว่า คณะกรรมการได้พิจารณาชื่อกองทุนอย่างเป็นทางการว่า “กองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้งโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ใช้สิทธิพลเมืองในการปกป้องให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม แต่กลับถูกองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งดำเนินคดี ซึ่งการช่วยเหลือไม่จำกัดเฉพาะกรณีบุคคล 6 คนที่กำลังเป็นข่าวว่าถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาอั้งยี่ และยุยงปลุกปั่นเท่านั้น แต่หากมีประชาชนคนใดใช้สิทธิพลเมืองในการปกป้องความโปร่งใสของการเลือกตั้ง แล้วถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม กองทุนนี้สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือได้เช่นกัน


นอกจากนี้ รศ.ดร. ปริญญา ย้ำว่า วัตถุประสงค์หลักคือการช่วยเหลือผู้ถูกฟ้องคดี ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อฟ้องร้องโต้กลับ กกต. แต่หากพบว่าการดำเนินคดีของ กกต. เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็อาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือในการดำเนินคดีโต้กลับ กกต. ได้ด้วย


ด้าน นายสมชัย กล่าวขอบคุณคณะกรรมการทั้ง 5 คน ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งต้องเสียสละทั้งเวลาและความรู้ในการบริหารจัดการกองทุน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ ยืนยันว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำหนดรายละเอียดของกองทุน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อ การกำหนดวัตถุประสงค์ หรือระเบียบการใช้จ่ายเงินทั้งหมด ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนในการพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อให้การดำเนินงานมีความเป็นอิสระและโปร่งใส


โดยบทบาทของตนจะเน้นในส่วนของการช่วยระดมทุนจากภาคประชาชนและผู้สนับสนุนต่าง ๆ เพื่อนำเงินมาใช้ช่วยเหลือผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการทำหน้าที่ปกป้องความโปร่งใสของการเลือกตั้งต่อไป การระดมทุนอาจจะเริ่มขึ้นใน 2-3 ถึงสัปดาห์ต่อจากนี้


นายสมชัย ได้กล่าวย้ำอีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากองทุนนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือเฉพาะนายสมชัย ขอยืนยันตรงนี้ว่าการต่อสู้คดีที่ กกต.ฟ้อง จะไม่ขอความช่วยเหลือจากกองทุน ส่วนคดีแพ่งถ้าหากจะมีการฟ้องกลับ กกต. ขอดำเนินการด้วยตังเอง แต่ในส่วนของคดีอาญาที่ฟ้องโต้กลับ กกต. คดีนี้ต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนฯ


เช่นเดียวกับดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์  ที่มาร่วมในการแถลงข่าววันนี้ เปิดเผยว่า ตนเป็น 1 ใน 6 รายชื่อ ที่ปรากฏผ่านสื่อว่าถูกกกต. ดำเนินคดีและระบุว่าไม่ขอรับเงินกองทุนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโดนฟ้องหรือฟ้องกลับก็ตาม พร้อมเปิดเผยว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่โดนฟ้อง เป็นลักษณะการฟ้องปิดปาก หลังจากที่มีการผลักดันเรื่องบาร์โค้ด และไม่ได้ฟ้องแค่กลุ่มตนกลุ่มแรก แต่มีการฟ้องประชาชนมาก่อนหลายคน กลายเป็นว่ามีหลายคนไม่นำเสนอเรื่องนี้เพราะมีการฟ้องปิดปาก ซึ่งถ้าเรายิ่งปิดปากมันจะยิ่งแย่จริงๆแล้วการฟ้องปิดปากมันต้องยิ่งดัง ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่ากกต.ต้องการปิดปากคนทุกๆ วงการหรือไม่ ตนจึงต้องลุกขึ้นมาสู้ ส่วนตัวตนอยากวางกลไกเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เพราะ เกี่ยวข้องกับประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000,000 คน และ ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยของกฎหมายของความยุติธรรมและความสุจริตเที่ยงธรรมโปร่งใสของ ตนจึงมองว่าการตั้งกล้องทุนนี้จะดีต่อกรณีการฟ้องปิดปาก โดยหน่วยงานรัฐถึงประชาชน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการฟ้องปิดปากในอนาคตต่อไป


ขณะที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้ไม่ควรจะต้องเกิดขึ้นหากการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรม และประชาชนเชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่ผ่านมา หรือหากมีประชาชนมาตั้งคําถามพยายามจะตรวจสอบ ความถูกต้องบ้าง ก็ไม่ควรต้องถูกดําเนินคดีใดๆ ทีนี้พอจะเกิดคดีขึ้น พวกเราได้มาอยู่ด้วยกันเรื่องเงินก็เป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่จากที่ฟัง แต่ความสําคัญ คือเราอยากบอกประชาชนที่ก่อนหน้านี้เคยถูกดำเนินคดีแล้ว และคนที่เห็นอะไรผิดปกติ และน่าสงสัย แล้วกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะพูดหรือไม่ พวกท่านไม่ได้อยู่ลําพัง และพวกท่านไม่ได้ต่อสู้เพียงลําพัง ใครก็ตามที่กล้าตั้งคําถาม เกี่ยวกับความโปร่งใสของการเลือกตั้งอย่างน้อยก็มีพวกเรา ยืนยันว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรทำ ถ้าท่านต้องไปเป็นจําเลย และเสี่ยงต่อเสรีภาพของตัวเอง ก็ต้องมีคนในสังคมที่ร่วมด้วยช่วยกันระดมทุนเพื่อดูแลค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็ช่วยกันเท่าที่ช่วยกันได้


กองทุนนี้ไม่ได้จะอยู่ยาว หากว่ากกต.พิจารณาใหม่เห็นว่าคดีที่ดําเนินคดี ทั้งที่ชลบุรีและหลาย ๆ ท่านที่ออกมาตรวจสอบเรื่องบาร์โค้ดไม่ควรจะเป็นคดีตั้งแต่แรก แล้วท่านเปลี่ยนใจถอนการแจ้งความ หรือกลับ และยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการตรวจสอบความโปร่งใสสามารถทำได้ ไม่เป็นความผิด ก็ไม่มีภาระในการดำเนินคดี กองทุนของเราก็จะยุบ เราก็ไม่ต้องทำกิจกรรมกัน และไม่ต้องทำกิจกรรมใด ๆ ซึ่งอันนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ขอให้กกต. เข้าใจไหมว่าพวกเราไม่ได้ว่างและอย่ามาทำ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #เลือกตั้ง2569 #กองทุนสู้กกต #กกต #กองทุนสิทธิพลเมืองฯ
















ปล่อยตัวแล้ว! หลังศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุญาตให้ประกันตัว ‘อติรุจ’ ชั้นฎีกา คดี ม.112 เหตุตะโกนใส่ขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” วางหลักทรัพย์ 4.5 แสนบาท เจ้าตัวหวัง ผู้ต้องขังคดีการเมืองที่คดียังไม่ถึงที่สุดจะได้รับสิทธิในการประกันตัวทุกคน

 


ปล่อยตัวแล้ว! หลังศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุญาตให้ประกันตัว ‘อติรุจ’ ชั้นฎีกา คดี ม.112 เหตุตะโกนใส่ขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” วางหลักทรัพย์ 4.5 แสนบาท เจ้าตัวหวัง ผู้ต้องขังคดีการเมืองที่คดียังไม่ถึงที่สุดจะได้รับสิทธิในการประกันตัวทุกคน 


วันนี้ 16 มี.ค. 2569 เมื่อเวลาประมาณ 16.10 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “อติรุจ” ระหว่างฎีกา ในคดี ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์’ ตามมาตรา 112 และ ‘ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย’ ตามมาตรา 138 วรรคสอง จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ต.ค. 2565


เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา จึงมีการยื่นประกันตัวในระหว่างฎีกา โดยในระหว่างนั้นอติรุจจึงถูกนำตัวไปขังอยู่ในห้องขังของศาล


ต่อมาในเวลาประมาณ 16.10 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้อติรุจประกันตัวในชั้นฎีกา โดยให้วางหลักทรัพย์ 450,000 บาท ซึ่งต้องวางเพิ่มจากหลักประกันชั้นอุทธรณ์ 150,000 บาท และไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม อติรุจจึงถูกปล่อยตัวแล้วที่ศาลอาญากรุงเทพใต้


ล่าสุด 17.00 น. อติรุจ ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ท่ามกลางพี่ป้าน้าอามวลชนมารอรับและให้กำลังใจ ด้านอติรุจกล่าว ผู้ต้องขังคดีการเมืองที่คดียังไม่ถึงที่สุดจะได้สิทธิในการประกันตัวทุกคน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112








จับตาคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะเร่งปิดจบและเป่าคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาล ตั้งแต่ก่อนวันเลือกนายกฯ หรือไม่? 4 เหตุผลทำไม กกต. ควรมีมติส่งคำร้องไปที่ศาลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26

 


จับตาคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะเร่งปิดจบและเป่าคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาล ตั้งแต่ก่อนวันเลือกนายกฯ หรือไม่? 4 เหตุผลทำไม กกต. ควรมีมติส่งคำร้องไปที่ศาลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 


วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาชน พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงข่าวชวนสังคมจับตาดูการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งสัปดาห์นี้ ว่าจะมีความพยายามหรือไม่ ในการเร่งเป่าคดีโกง สว. ให้หมดหนทางไปถึงศาล เพื่อหวังเคลียร์ข้อครหาก่อนวาระการเลือกนายกรัฐมนตรี


โดยพริษฐ์กล่าวว่า จากข่าวล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจุบันเราเห็นมติที่สวนทางกันของ 2 คณะ ที่ทำงานเกี่ยวกับคดีโกง สว. ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน จะต้องเป็นผู้ชี้ขาด


1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 หรือ “คณะไต่สวนฯที่ 26” (เป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานตั้งแต่ มี.ค. 68 ถึง ก.ค. 68) มีมติเสนอให้ กกต. ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน (สว. 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน)


2. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 หรือ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” (เป็นคณะที่ กกต. ตั้งขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสํานวนการสืบสวนหรือไต่สวน ซึ่งทำงานตั้งแต่ ก.ย. 68 ถึง มี.ค. 69) มีมติเสนอให้ กกต. ไม่ส่งคำร้องไปที่ศาลและยุติการดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ไม่มีมูลความผิดใด ๆ


จากข้อสังเกตทั้งหมดที่ปรากฏต่อสาธารณะ พรรคประชาชนเห็นว่า กกต. ไม่ควรมีเหตุผลใด ๆ ที่จะไม่ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 ด้วยเหตุผล 4 ประการ


1. หลักฐานที่ “คณะไต่สวนฯที่ 26” ใช้ในการประกอบการทำสำนวนและการเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีกับ 229 คน มีน้ำหนักที่หนักแน่นเพียงพอที่จะเป็นอันเชื่อได้ว่ามีการฮั้วเกิดขึ้นในการเลือก สว. และหนักแน่นเพียงพอที่ควรจะทำให้ กกต. มีมติส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณา


หากพิจารณาจากเฉพาะหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ เราเห็นถึงบัตรการลงคะแนนเลือก สว. ที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกันเป็นจำนวนมากติดต่อกัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและปราศจากการฮั้วหรือการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน


หากพิจารณาจากหลักฐานที่อยู่ในคำร้องของผู้ร้อง และคาดว่าอยู่ในสำนวนของคณะฯที่ 26 ที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำ เราได้รับข้อมูลจากกลุ่ม สว. สำรอง ซึ่งเป็นผู้ร้อง ถึงหลักฐานเกี่ยวกับการนัดรวมตัวกันเพื่อพักอาศัยและเดินทางไปที่สถานที่เลือกร่วมกัน หลักฐานเกี่ยวกับการว่าจ้างหลักหมื่นบาท-แสนบาทเพื่อให้ลงคะแนนตามโพย (พร้อมหลักฐานการโอนเงิน) รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายราย


ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานที่คณะไต่สวนฯที่ 26 ใช้ มีความหนักแน่นและชัดเจน กว่าหลักฐานในอีกคดีหนึ่งที่ กกต. เคยมีมติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลมาแล้ว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ คดี 53/2568 ซึ่ง กกต. ยื่นคำร้องไปที่ศาลเพื่อดำเนินคดีกับผู้สมัคร สว. จากหลักฐานเพียงแค่ว่ามีการส่งข้อความไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร 2 คนที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอแลกคะแนนกันผ่าน LINE ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พ.ย.68 ศาลฏีกาตัดสินใจว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิด และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 10 ปี


ดังนั้น หาก กกต. จะไม่ดำเนินคดีและส่งเรื่องไปที่ศาลตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่ามีพยานหลักฐานอื่นใดที่มาหักล้างพยานหลักฐานและความเห็นของ คณะไต่สวนฯที่ 26 มิเช่นนั้นก็เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


2. กกต. ไม่ควรนำมติของ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” มาเป็นเหตุผลในการมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล เพราะ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เป็นอนุฯ ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการมีอยู่แและบทบาท


ในเชิงกฎหมาย ปัจจุบันมีข้อถกเถียงว่าการตั้งอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 เป็นการตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก กกต. ได้มีมติตั้งอนุฯวินิจฉัยที่ 36 ในช่วง ก.ย. 68 ซึ่งถือว่าเลยกรอบเวลา 1 ปี หลังจากการรับรองผลการเลือก สว. เมื่อ ก.ค. 67 จึงอาจจะขัดกับ ระเบียบ กกต. เรื่องการสืบสวน-ไต่สวน-วินิจฉัยชี้ขาด ข้อ 92 ที่ระบุชัดว่าจะต้องมีการนำเสนอสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง “ไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง” ซึ่งในประเด็นนี้ มีผู้สมัคร สว. ได้ดำเนินการฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปแล้วเมื่อ ธ.ค. 68 เกี่ยวกับการตั้งอนุฯวินิจฉัยที่ 36 ที่อาจจะมิชอบด้วยกฎหมาย


ในเชิงการเมือง เราตั้งคำถามได้เพิ่มเติมว่า กกต. มีเจตนาอะไรในการตั้ง “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เพิ่มเติมขึ้นมา เนื่องจาก กกต. มีอนุฯวินิจฉัยอยู่แล้วทั้งหมด 35 คณะ ซึ่งจะถูก “สุ่ม” มาใช้กลั่นกรองคดีต่างๆ ที่ กกต. ต้องพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถรู้บุคคลในอนุฯ วินิจฉัยของคดีตนเองได้ล่วงหน้าและวิ่งเต้นคดี ดังนั้น ในกรณีนี้ เหตุใด กกต. ถึงไม่ใช้วิธี “สุ่ม” 1 ใน 35 อนุฯ ที่มีอยู่แล้ว มาพิจารณาคดีโกง สว. เหมือนกับคดีอื่น ๆ แต่กลับใช้วิธีตั้ง อนุฯวินิจฉัยที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากรชุดใหม่ มาทำหน้าที่เป็นการเฉพาะสำหรับคดีนี้?


3. หาก กกต. ดึงดันที่จะมีมติตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล โดยไม่สามารถหักล้างหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะและที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนฯที่ 26 ได้ สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้ ว่า กกต. กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช่หรือไม่?


ในเมื่อ กกต. ที่จะมาชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ มีถึง 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ชุดที่ถูกกล่าวหาในสำนวน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีนี้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และหาก กกต. ตัดสินใจในลักษณะที่สวนกับหลักฐานข้อเท็จจริง สังคมอาจตั้งคำถามได้ว่า กกต. ที่ถูกรับรองมา 4 คน โดย สว. ที่ถูกกล่าวหา ได้ถูกรับรองมาบนเงื่อนไขว่าจะช่วยทำให้เรื่องคดีโกง สว. ไปไม่ถึงศาล ใช่หรือไม่?


4. หาก กกต. เร่งรีบที่จะมีมติตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้ ว่า กกต. กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยมี “ใบสั่ง” ให้เคลียร์ข้อครหาให้หมดก่อนวาระการเลือกนายกฯ ในสภา ใช่หรือไม่?


เป็นที่รับรู้และถูกนำเสนอโดยทั่วไป ว่าผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวนมาก รวมอยู่ในผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ของคณะไต่ส่วนที่ 26 ดังนั้น หากใครเชื่อว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีอิทธิพลเหนือ กกต. สิ่งหนึ่งที่พวกเขาอาจจะพิจารณาทำได้ คือการขอให้ กกต. เร่งมีมติเพื่อสรุปไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล และตัดจบคดีโกง สว. ตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อปิดช่องไม่ให้มี สส. คนใด อภิปรายในระหว่างวาระการเลือกนายกฯได้ ว่ายังมีคดีดังกล่าวที่ค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั๊วสว #กกต

'อติรุจ' ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ข้อหา ม.112 - ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างประกันตัว

 


'อติรุจ' ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ข้อหา ม.112 - ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างประกันตัว


วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) นักโปรแกรมเมอร์ ปัจจุบันอายุ 29 ปี


ย้อนไปช่วงเย็นของวันที่ 15 ต.ค. 2565 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปรากฏเหตุการณ์ชายคนหนึ่งถูกจับกุมและรวบตัวเข้าไปในบริเวณหอประชุมฯ จากกรณีตะโกนคำว่า ‘ไปไหนก็เป็นภาระ’ ในระหว่างมีขบวนเสด็จฯ ของรัชกาลที่ 10 และราชินี เคลื่อนผ่าน หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทราบชื่อภายหลังว่าคน ๆ นั้นคือ “อติรุจ” ประกอบอาชีพโปรแกรมเมอร์ ซึ่งขณะนั้นอายุ 25 ปี ผู้จบการศึกษาสาขาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แม้เขาจะเคยเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาบ้าง แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงออกทางความคิดเห็นผ่านคำพูด


วันนั้นประโยคเพียงประโยคเดียว กลับกลายให้เขาถูกล้อมตัวลากดึงจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ หนำซ้ำยังถูกแจ้งข้อหา ก่อนฟ้องเป็นจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน


ในชั้นศาล อติรุจ ให้การรับสารภาพในข้อหามาตรา 112 แต่ปฏิเสธข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยยืนยันว่าไม่ทราบว่าบุคคลที่เข้าควบคุมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ เนื่องจากแต่งกายนอกเครื่องแบบ


อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาว่าเขามีความผิดทั้งสองข้อหา โดยกำหนดโทษจำคุก รวม 1 ปี 8 เดือน และไม่รอลงอาญา ภายหลังการจับกุม อติรุจถูกควบคุมตัวและถูกฝากขัง ก่อนจะได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์จำนวน 200,000 บาท สู้คดีชั้นอุทธรณ์


ล่าสุด 14.02 น. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ข้อหา ม.112 - ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างประกันตัว


ทั้งนี้ก่อนขึ้นไปฟังคำพิพาษา อติรุจ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ก็ไม่ได้คาดหวังกับคำพิพากษาศาลเท่าไรนัก ถ้าศาลตัดสินให้จำคุก เจ้าตัวก็คงไม่ยื่นฎีกาต่อ และพร้อมจะเข้าไปรับโทษในเรือนจำ และอยากฝากถึงคนที่ติดตามคดีนี้ ว่ามันสมเหตุสมผลมั้ยจากการที่ผม ไปตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ“ กับประเทศที่ควรจะมีเสรีภาพในการแสดงออก

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรมประชาชน #มาตรา112